Home / Travels  / ไปญี่ปุ่น เที่ยวแดนปลาดิบสไตล์Geek ตอนที่2

ไปญี่ปุ่น เที่ยวแดนปลาดิบสไตล์Geek ตอนที่2

หลักจากพาเที่ยวไป ทำงานไปที่ประเทศญี่ปุ่นในบทความ ไปญี่ปุ่น เที่ยวแดนปลาดิบสไตล์ Geek ตอนที่ 1 ก็ได้ฤกษ์พาไปเที่ยวต่อให้จบเพราะมีเวลาว่างมาเขียนสักที

IMG_9298

วันที่สองที่เป็นวันทำงานและประชุมครั้งสำคัญของบริษัทฟ้าฝนและลมหนาวไม่ค่อยเป็นใจเท่าไรกับชะตากรรมที่ต้องเผชิญอย่างที่เคยบอกไว้ในตอนแรกที่ว่าอย่าเชื่อแอพพลิเคชั่นหรือระบบตรวจสอบภูมิอากาศอย่างYahoo Weather หรือiOS Weather มากนักเพราะอากาศที่ต้องพบนอกจากฝนที่ตกพรำๆทั้งวันแล้วลมหนาวเจ้ากรรมก็สร้างความเย็นให้ร่างกายต้องเผชิญชะตากรรมบนเสื้อแจ็คเก็ตตัวเดียวแค่19 องศาเป็นอันว่าหยิบเสื้อยืดมาใส่ทับอีก2-3 ตัว ก็ช่วยให้อุ่นมาหน่อยก็พอจะออกเดินทางแต่เช้าไปประชุมงานได้

IMG_9254

ระยะทางระหว่างการเดินจากโรงแรมย่าน Nishishinjuku ในช่วงเช้าระยะทางในแผนที่แบบรูปภาพที่ไม่ค่อยชัดเจนเท่าที่ควรประกอบกับสัญญาณPocket Wi-Fi นั้นใช้มากก็ไม่ได้ ไม่ได้ซื้อไว้แบบเหมาวันต้องใช้ยามจำเป็นตามประสาคนประหยัดการถามทางเป็นไปได้ยากครับเพราะลำพังเราเดินสอบถามทางไปตึกDOM นี่มีแค่สัญลักษณ์โลโก้ของนึกส่วนซอยแยกย่อยอะไรๆก็ช่างซับซ้อนครับคนที่ช่วยบอกทางส่วนมากถ้าสังเกตอายุ40-50ปีขึ้นไป ขอยอมรับว่าชาวญี่ปุ่นนักธุรกิจวัยนี้มีจิตใจเอื้ออารีมากครับเพียงแค่สื่อสารกับเราไม่ได้ถามเป็นภาษาอังกฤษก็จะช่วยเราเต็มที่แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นมาเต็มๆพร้อมท่าทางประกอบเอาปวดหัวเกือบ2 ชั่วโมงกำลังคิดว่าเรื่องภาษาชาตินิยมนี่เค้าสุดยอดจริงๆแต่ก็ทำให้ข้อสังเกตที่ว่าข้างต้นหมดไปทันที เมื่อไปสอบถามทางกลุ่มวัยรุ่นของญี่ปุ่นอายุประมาณ22-30 ปีนั้นจะเริ่มพูดภาษาอังกฤษได้แล้วและสื่อสารกันง่ายขึ้นมาหน่อยกลายเป็นว่าระยะเวลาในการเดินทางจากโรงแรมที่พักไปอาคารDOM นั้นต้องใช้เวลาตั้งแต่6 โมงเช้าถึง9 โมง ในการเดินหาแม้ว่าระยะทางจริงๆนั้นใกล้นิดเดียว

การประชุมตลอดวันในช่วงวันแรกนั้นคือ การแนะนำบุคคลากรและองค์กรของแต่ละสาขาทั่วโลกก็จะเห็นแนวโน้มและความต้องการแผนการตลาดและกลยุทธ์เชิงธุรกิจที่แตกต่างกันไปและโจทย์ที่ได้รับมาคือMobile Monetize Model และMobile Affiliate อีกทั้งเป็น

ภารกิจที่ผมต้องเอารูปแบบของProduct ของบริษัทAdways Inc. จากญี่ปุ่นมาที่ประเทศไทยอย่างAppDriver และPartyTrack มาทดสอบใช้งานในประเทศไทยร่วมกับประเทศไต้หวันและอินโดนีเซีย

แผนการเริ่มต้นของการประชุมก็คือ การตีตลาดMobile Marketing ในแถบSouth East Asia ให้เป็นอันดับหนึ่งในด้านการทำการตลาดผ่านDisplay Network และMonetize Product ของบริษัทAdways Inc. ครับซึ่งก็จะมีการขึ้นแนะนำตัวในแต่ละสาขาทั่วโลกและก็มีการนำรายงานผลประกอบการและแชร์เรื่องราวของSuccess Story ในแต่ละประเทศให้ได้รับรู้กันเพื่อการตบข้อดีของรูปแบบBusiness Model ให้ไปในทิศทางเดียวกันซึ่งข้อสรุปที่ปรากฏมานั้นก็เป็นไปตามความคาดหมายทั้งหมดครับ

คนเอเชียอย่างญี่ปุ่นจีนเกาหลีและไทยติดสมาร์ทโฟน

ผมพูดไม่ผิดหรอกครับมันเป็นความจริงและสังเกตกี่ทีแล้วมันก็จริงยิ่งกว่าจริงครับทุกการกระทำทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในประเทศของตัวเองหรือต่างประเทศ ก็ยังต้องติดต่อผ่านสมาร์ทโฟนกับทีมของตัวเองไปจนถึงเรื่องส่วนตัวประกอบกับยอดขายที่ทางทีมประเทศจีนและเกาหลีออกมาเปิดเผยในเรื่องของความนิยมที่สูงขึ้นของ iPhone5C ในจีนที่สร้างยอดขายและยอดจองสูงสุดในรอบหลายปีและภาวะของส่วนลด50เปอร์เซ็นต์ของประชาชนคนไหนก็ตามที่ซื้อสมาร์ทโฟนของSamsung ทางรัฐบาลจะช่วยเหลือตามส่วนลด50เปอร์เซ็นต์และเปอร์เซ็นต์อื่นๆ ตามความเหมาะสมของแบรนด์

IMG_9191

สำหรับประเทศจีนนั้นความนิยมในส่วนของiOS หรือiPhone นั้นตีตื้นขึ้นมาในประเทศที่เป็นระบอบปิดผูกขาดด้านธุรกิจแต่ตัวiPhone5C ที่ไปเปิดตัวในตอนนั้น ก็ได้ทำให้เห็นว่าประเทศจีนเริ่มให้ความสนใจในส่วนนี้แล้วและเริ่มมีการใช้งานบัตรเครดิตซื้อแอพพลิเคชั่นผ่านApple Store มากขึ้นทั้งที่ตัวสมาร์ทโฟนของประเทศตัวเองที่ผูกขาดกับBaidu นั้นจะมีApp Store ของประเทศตัวเองพัฒนาใช้งานกันกันเองภายในแต่ก็มีการโยกย้ายมายังแบรนด์ของApple มากขึ้นตลาดของDisplay Network อย่างโฆษณาบนแอพพลิเคชันนั้นก็เลยเติบโตขึ้นมาตามๆกันไป

IMG_9188

ส่วนของประเทศเกาหลีการตลาดในฝั่งของApple หรือApp Store นั้นต้องยอมรับว่าไม่ดีเท่าที่ควรเพราะAndroid เป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตตามอุปกรณ์ที่ใช้งานกันนั่นคือแบรนด์ของSamsung ที่มีรัฐบาลช่วยเหลือในค่าใช้จ่ายของตัวเครื่องจำพวกส่วนลดส่วนแบรนด์สมาร์ทโฟนประเทศเกาหลีแบรนด์อื่นๆอย่างLG เป็นต้น นั้นผมไม่ได้สอบถามเลยไม่รู้ความคืบหน้าของแบรนด์นี้ครับว่าแนวโน้มเป็นยังไงส่วนของตลาดApple นั้นก็เลยไม่สามารถทำรายได้ผ่านDisplay Ads บนMobile และร่วมกิจกรรมกับแบรนด์นี้ได้

ประเทศใกล้เคียงที่อัตราการเติบโตของสมาร์ทโฟนและแอพลิเคชันนั้นก็คงจะเป็นอินโดนีเซียครับเพราะทางทีมประเทศอินโดนีเซียนั้นเริ่มมีการขยายตลาดของสมาร์ทโฟนมาบ้างแล้วเพียงแค่ช่วงแรกๆยังเป็นNokia และBlackBerry ซึ่งช่วงปีที่แล้วที่ไปมาBlackBerry ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศอินโดนีเซียแม้กระทั่งก่อนหน้านี้มีการจัดงานBlackBerry Conference ที่ประเทศไทยทีมสาขาประเทศอินโดนีเซียก็เข้ามาร่วมประชุมเช่นกันครับ

ตลาดที่ไปได้สวยที่สุดในประเทศไทยเกาหลีญี่ปุ่นและอินโดนีเซียคือตลาดของเกมบนสมาร์ทโฟนและLine

สำหรับแอพพลิเคชันยอดฮิตอย่างLine นี่ดูจะไปได้ยาวกับประเทศแถบเอเชียครับและไปพร้อมๆกับเกมในช่วงเริ่มต้นในการขยายตลาดของเกมและLine นั้นอยู่ในประเทศอินโดนีเซียแต่สำหรับการใช้งานระดับฮาร์ดคอร์นั้น กลับอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเกาหลีและประเทศไทยโดยเฉพาะญี่ปุ่นธุรกิจเกมที่ไปพร้อมกับแอพพลิเคชันของLine นั้นไปได้สวยทุกตัวอีกทั้งหลังจากจบการประชุมไปข้อค้างคาใจในส่วนที่ว่าทำไมตลาดเกมและเกมที่ไปกับLine นั้นได้รับความนิยมที่สุดมันก็ได้เกิดขึ้นครับอยู่ในช่วงท้ายเรื่อง

ปาร์ตี้สุดโหดของชาวอาทิตย์อุทัย

IMG_9283

หมดช่วงการประชุมในวันนั้นทั้งวันกับข้อสรุปที่ได้รับมาและแผนประกอบการที่ต้องกลับไปทำเป็นทีมเวิร์คร่วมกับประเทศอื่นๆก็เป็นช่วงของปาร์ตี้ในย่านชิบุย่าซึ่งแน่นอนว่าอาจจะไม่ได้เก็บภาพมามากมายแต่มีสิ่งที่เราได้เห็นในธรรมเนียมปฏิบัติของชาวญี่ปุ่นไปพร้อมๆกับวัฒนธรรมคัลเจอร์ในรูปแบบของพวกเค้ารูปแบบที่ว่าคือ“Work Hard, Party Harder”
ใช่ครับจบการประชุมแสนเครียดช่วงหกโมงเย็นกลับไปพักผ่อนสัก2 ชั่วโมง ก็มีแท็กซี่มารับที่โรงแรมและไปที่ชิบุย่าท่องราตรีและปาร์ตี้กับเพื่อนต่างประเทศชนิดที่ว่าสุดเหวี่ยงตั้งแต่ไปทานอาหารค่ำที่ตึกสำหรับชมวิวสูงๆแล้วกลับลงมาปาร์ตี้ต่อที่ผับไหลไปเรื่อยๆจบที่คาราโอเกะชื่อดังในย่านที่หลายคนคุ้นตาแต่ผมจำชื่อย่านนั้นไม่ได้ข้อสังเกตหนึ่งที่ผมได้ทราบคือ

  • คนญี่ปุ่นเป็นคนที่ทำงานเคร่งเครียดทำงานเลิกเที่ยงคืนตีหนึ่งแต่ก็ยังปลีกเวลามาสังสรรค์ได้
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลายไม่มีการผสมโซดาหรือน้ำแข็งเรียกได้ว่าOn The Rock แบบสุดโหด
  • คาราโอเกะที่นั่นแตกต่างจากบ้านเราตรงที่บริการเป็นคาราโอเกะสำหรับหมู่คณะและมีอุปกรณ์ให้เล่นแฟนซีกันแบบบ้าสุดเหวี่ยง

กว่าจะปลีกตัวออกมาได้ก็พบกับการดื่มไปเกือบ20 กว่าแก้วแบบเพียวๆแต่ผมก็ยังพอสู้ไหวออกมาจากคาราโอเกะเพื่อให้เพื่อนๆพาไปส่งที่โรงแรมที่พักพร้อมเพื่อนชาวอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์แต่ยังไม่สุดแค่นั้นชาวคณะต้องการร้านราเมนในยามวิกาลตี3 ผมก็รู้สึกว่ามันจะไปมีได้ยังไงปรากฏว่ามีเพียบครับ

IMG_9172

แม้จะเป็นช่วงเวลาตี3 กว่าๆแล้วร้านราเมนแถวชิบุย่าก็ยังเปิดให้บริการกันแบบสุดกู่และมีลูกค้าประจำวิ่งเข้าออกมากมายบางรายก็ยังเหมือนกับเพิ่งกลับมาจากปาร์ตี้พร้อมชุดสูทมนุษย์เงินเดือนก็เอาเป็นว่าผมก็ยังคงไม่ได้นอนหยิบกำหนดการที่จะต้องเจอวันพรุ่งนี้ขึ้นมาอยากจะสบถออกไปดังๆว่าจะไหวได้ยังไงกับทัวร์พาเที่ยวสถานที่ทั่วโตเกียวแต่ทำยังไงได้ฝืนๆทานไปครับแล้วก็เข้านอนด้วยความเพลียเต็มกำลังสูบ

ชาวญี่ปุ่นเป็นหุ่นยนต์?

เป็นคำเปรียบเปรยของชาวญี่ปุ่นด้วยกันและมุมมองของชาวต่างชาติผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ไหมคิดว่าเห็นด้วยประมาณหนึ่งครับเพราะว่านาฬิกาปลุก8 โมงเช้าอาการมึนหัวยังไม่หายผมเดินลงมาพบกับสมาชิกชาวญี่ปุ่นเมื่อคืนที่อยู่ด้วยกันพวกเขามีใบหน้าปรกติแจ่มใสและไม่มีอาการมึนใดๆให้เห็นบอกตามตรงกับพวกเขาว่า“Still Hangover” พวกเขาก็เอาเครื่องมือตัวหนึ่งมาให้ก็ช่วยได้มากครับแต่จะปัสสวะบ่อยไปนิดหน่อย

IMG_9219

กำหนดการณ์วันนี้คือการเดินทางล่องเรือทั่วโตเกียวดูวิวทิวทัศน์ผ่านTokyo Bay Cruise ตามแม่น้ำและแวะที่วัดSensoji Temple ย่านAsakusa อาซากุซะเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านที่หนึ่งกับการเข้าไปเยี่ยมชมการก่อสร้างและเดินจับจ่ายซื้อสินค้ารอบๆวัดแห่งนั้นพร้อมทั้งประกอบกิจกรรมในวัดซึ่งถ้าสังเกตดูดีๆจะทราบว่าเป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมองค์เล็กตามตำนานเก่าแก่ตัวโครงสร้างและรูปแบบการออกแบบของวัดSensojiนั้นดูโดดเด่นและน่าสนใจในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุดด้านซ้ายทางเข้าจะมีรูปปั้นเทพเจ้าสายฟ้า(God of Thunder) เรียกประตูสายฟ้าน่าสนใจเหมือนในภาพยนตร์เลยครับส่วนด้านขวาของประตูทางเข้าจะมีรูปปั้นเทพเจ้าแห่งสายลม(God of Wind) ขนาบอยู่หลายคนบอกว่าหากใครไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นไม่ได้มาถ่ายรูปที่จุดตรงนี้แสดงว่ายังมาไม่ถึงญี่ปุ่นครับ

IMG_9252

ภายในมีการเสี่ยงทายโชคชะตาคล้ายๆเซียมซีบ้านเราแต่พอเราเสี่ยงเซียมซีไปแล้วได้โชคดีให้เก็บไว้ถ้าโชคร้ายก็ให้ผูกใบทายผลนั้นไว้กับศาลเจ้าเล็กๆเพื่อเป็นการสะเดาะห์เคราะห์(หรือเปล่า?) แล้วก็เดินไปซื้อขนมเซมเบ้ขึ้นชื่อครับจบวันเที่ยวในทันทีกับกิจกรรมเล็กน้อยๆในตัวเมืองที่ปล่อยให้ชาวคณะแยกย้ายไปซื้อของฝากหรือใครจะไปเที่ยวปาร์ตี้ต่อก็ตามสะดวกซึ่งผมขอตัวแยกย้ายไปซื้อของแทนในสถานที่นี้เราจะพบกับชาวไทยเยอะที่สุดครับโดยเฉพาะน้องๆมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มาดูงานต่างประเทศแล้วยังมองออกว่าผมเป็นคนไทยมาถามทางและร้านขนมเซมเบ้และของที่ระลึกอีกด้วย

IMG_9160

ล่องเรือขึ้นรถไปชมดอกไม้ไฟ

กิจกรรมต่อมาในวันนี้คือการล่องเรือเช่นเดิมขอตัดบทการชมวิวของเมืองต่างๆออกไปก่อนแล้วจบการล่องเรือที่Odaiba Aquarium Parkครับหากเรียกผิดก็อภัยด้วยสิ่งที่ตอกย้ำครั้งแรกของผมเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนเกมและLine ก็คือบัตรเติมเงินของLine, App Store และMobage ครับบริการที่น่าสนใจในร้านสะดวกซื้อแบบ7-11 บ้านเราที่ญี่ปุ่นมีก็คือการขายบัตรเติมเงินของLine และMobage เพียงแค่หยิบบัตรเติมเงินไปที่เคาท์เตอร์จ่ายเงินให้พนักงานกรอกรหัสเท่านั้นก็จะมีแต้มในการใช้งานซื้อไอเทมหรือแต้มเงินในเกมและแอพพลิเคชันเรียบร้อย

IMG_9213

พอเวลาบ่ายกว่าๆกับอากาศปนฝนปนหนาวแผนที่ต่อไปที่เราจะเดินทางคือคามาคุระKamakura ซึ่งต้องขึ้นรถเดินทางต่อจากโตเกียวใช้เวลาเดินทางเกือบ1 ชั่วโมงสิ่งที่ได้พบก็คือศาลเจ้าสึรุงะโอะกะฮะจิมังและเลยไปนมัสการพระใหญ่เมืองคะมะกุระ(Kamakura Daibutsu, Great Buddha) ถ้ามองไกลๆจะเห็นองค์พระเล็กนิดเดียวครับแต่พอเข้าไปใกล้ๆล่ะก็ขนาดใหญ่มากตามข้อมูลตัวองค์พระนั้นสูง11 เมตรน้ำหนักราว122 ตันระหว่างนั้นก็เป็นการเดินเที่ยวชมเมืองและศาลเจ้าต่างๆและจุดหมายปลายทางที่อิโนชิมะEnoshima ครับไปดูดอกไม้ไฟรอบหัวค่ำที่ริมชายหาดที่หนาวยะเยือก

อันที่จริงหาดอิโนชิมะเนี่ยมักจะมีคนไปเที่ยวและดูดอกไม้ไฟตามฤดูกาลช่วงหน้าร้อนริมหาดแต่ขนาดหน้าหนาวปนฝนแบบนี้ก็ยังมิวายคนเยอะครับที่นั่งรับชมริมหาดนั้นเต็มทุกที่แม้จะหนาวแค่ไหนก็ยังมีคนไปรับชมการแสดงดอกไม้ไฟกันอยู่เยอะมากครับการแสดงก็คิดว่าไม่น่าพลาดหากมีโอกาสได้ไปที่นั่นก็ควรจะไปรับชมสักครั้งครับ

IMG_9158

วันสุดท้ายในชินจูกุ

เป็นวันสุดท้ายที่ปล่อยให้ผมและเพื่อนต่างชาติฟรีสไตล์กันตั้งแต่เช้าถึง4 โมงเย็นลิสของฝากมากมายต้องไปสะสางวันนี้ครับแน่นอนว่าฝนเข้ามาแบบไม่ได้ตกปรอยๆปรกติเหมือนวันก่อนๆแต่ฝนตกชนิดที่ว่าพายุเล็กๆขนาดร่มที่ซื้อมายังพังกันเลยทีเดียวก็ได้แต่เก็บภาพมากมายผ่านInstagram ครับให้รับชมกันกับวิวสวยๆตามประสาคนGeek ติดสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต

ส่วนของฝากทั้งหลายที่ผมจัดหาให้ก็คือของเล่นของที่ระลึกที่ไม่พ้นสไตล์ตัวการ์ตูนของแบรนด์Line ครับแต่น้องๆก็ชอบใจเพราะผมไม่อยากจะเป็นคนที่ผมตั้งคำถามว่า“ทำไมไปญี่ปุ่นต้องซื้อขนมโตเกียวบาบานา” เป็นทริปที่ทำงานก็หนักปาร์ตี้ก็จุกและเที่ยวก็สนุกครับเดี๋ยวจะมีเรื่องมาเล่าให้ฟังอีกบ่อยๆในการประชุมต่างประเทศตามสไตล์Geek ครับ

ก่อนจบ:กลับมาประเทศแล้วผมเบื่อการแซงคิวและระเบียบวินัยที่หย่อนยานของประเทศเราไปเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับ5 วันในญี่ปุ่นครับ

daydevthailand@gmail.com

เขียน Blog นี้ตั้งแต่ อายุ 22 เที่ยวมาแล้ว 22 จังหวัด ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ชอบดูหนัง ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.