Home / Action  / [PR] ตี๋เหรินเจี๋ย ปริศนาพลิกฟ้า 4 จตุรเทพ (2018)

[PR] ตี๋เหรินเจี๋ย ปริศนาพลิกฟ้า 4 จตุรเทพ (2018)

หลังจากที่ ตี๋เหรินเจี๋ย คลี่คลายปริศนาของมังกรทะเล (Sea Dragon) ในตอบจบของภาคก่อน อวี้จื้อเจินจิน (Yuchi Zhenjin) ได้ถูกย้าย และรับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเดอะโกลเด้นการ์ด ส่วนตี๋เหรินเจี๋ยได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิเกาจง ให้เป็นหัวหน้าหน่วยสอบสวนและพระราชทานพลองมังกร เพื่อสามารถลงโทษทุกคนที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศไม่เว้นแม้แต่ราชวงศ์ ทำให้จักรพรรดินีบูเช็กเทียน (Empress Wu) รู้สึกโดนคุกคาม จึงวางอุบายเพื่อหลอกล่อตี๋เหรินเจี๋ยเพื่อขโมยพลองและโยนความผิดให้เขา งานนี้ ตี๋เหรินเจี๋ยต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายจากจักรพรรดินีบูเช็กเทียน

ภาพยนตร์เรื่อง Detective Dee and the Mystery of the Phantom Flame (ตี๋เหรินเจี๋ย ดาบทะลุคนไฟ) เปิดตัว ในปี 2010 และเริ่มต้นเรื่องราวเป็นเรื่องแรกของซีรีย์นี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำภาพยนตร์แอคชั่นแบบเน้นศิลปะการป้องกันตัวแบบ จีนกลับเข้าสู่หัวใจคนดูอีกครั้ง ซึ่งภาพยนตร์ไม่เพียงแค่เป็นขวัญใจคนดู ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสายประกวดในงานเทศกา ลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเวนิสครั้งที่ 67 และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอันทรงเกียรติระดับโลกอีกกว่า 20 รางวัลทั่วโลก ภาพยนตร์ชนะรางวัล ผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director) และ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress) จากรางวัลภาพยนตร์ฮ่องกงครั้งที่ 30 มาได้อีกด้วย ภาพยนตร์ Detective Dee ทั้งสองเรื่องแรกต่างเข้าฉาย และทำเงินสูงสุดเป็นหนึ่งในห้าอันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดในปีที่ออกฉา ย เมื่อจบการฉายในโรงภาพยนตร์

ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องทำเงินรวมไปกว่า 200ล้านเหรียญสหรัฐจากการเข้าฉายในหลายประเทศทั่วโลก และได้กลายมาเป็นหนึ่งในภาพยนตร์แอคชั่นแฟรนไชส์ที่ถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์จีน

หลังจากการเตรียมงานมา 5 ปี ภาพยนตร์เรื่อง Detective Dee ภาคใหม่พร้อมแล้ว ที่จะกลับมา และจะทำให้คุณต้องทึ่งกับภาพในจอแบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนในโรงภาพยนตร์

สำหรับภาคใหม่ในปี 2018 นี้ เป็นเรื่องราวหลังจากที่ ตี๋เหรินเจี๋ย คลี่คลายปริศนาของมังกรทะเล (Sea Dragon) ในตอบจบของภาคก่อน อวี้ชื่อเจิ้นจิน (Yuchi Zhenjin) ได้ถูกย้าย และรับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเดอะโกลเด้นการ์ด หน่วยทหารที่มีหน้าที่รับผิดชอบความปลอดภัยของราชวงศ์ จักรพรรดิ เกาจง (Gaozong) ได้แต่งตั้ง ตี๋ เหรินเจี๋ย (Dee Renjie) ให้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วย ต้าหลี่ซื่อ (Dalisi) หรือกระทรวงสอบสวน (Department of Investigation) และได้พระราชทาน พลองมังกร (Dragon Taming Mace) ให้ ตี๋ เหรินเจี๋ย เป็นผู้ครอบครองด้วย ซึ่งผู้ครอบครองพลองนี้ สามารถลงโทษทุกคนที่ทำตัวเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศได้ แม้ผู้นั้นจะเป็นแค่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเป็นถึงสมาชิกของราชวงศ์ก็สามารถโดนพลองปราบได้ จักรพรรดินีบูเช็กเทียน (Empress Wu) รู้สึกโดนคุกคามโดยอำนาจของพลองนี้ เพราะเธอรู้ดีว่าพลอง เป็นสิ่งที่ จักรพรรดิ เกาจง ใช้เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอำนาจของเธอและองค์จักรพรรดิ ศาลจักรพรรดิเองก็มีท่าทีต่อต้านเธอด้วย

จักรพรรดินีบูเช็กเทียน มีที่ปรึกษาในเรือนจำหลวงนามว่า ผู้สูงศักดิ์ที่โดนตราหน้า (The Defaced Noble) ผู้ชายคนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาแปดแผนภาพ และสามารถทำนายอนาคตได้ เขาได้ทำนายไว้ว่าจักรพรรดินีบูเช็กเทียน จะได้ปกครองราชวงศ์ถัง และศัตรูคนเดียวที่จะขวางทางพระองค์คือ ตี๋ เหรินเจี๋ย นั่นเอง จักรพรรดินีบูเช็กเทียน จึงได้รับสั่งให้ อวี้ชื่อเจิ้นจิน ตามหากลุ่มนักเวทย์นามว่า ผู้ลี้ลับ (The Mystics) ซึ่งประกอบไปด้วย ภาพลวงตา (Illusion), อสุรกาย (Spectre), กายแฝง (Obscure), วิญญาณ (Ghost) และเงาดำ (Shadow) จักรพรรดินีบูเช็กเทียนสั่งให้พวกเขาชิง พลองมังกร จาก ตี๋เหรินเจี๋ย เพราะหาก ตี๋เหรินเจี๋ย รักษา พลองมังกร ไว้ไม่ได้ เขาจะถูกลงโทษและโดนกำจัดออกจากวังอย่างง่ายดาย

ตี๋ เหรินเจี๋ย ตระหนักถึงภัยคุกคามจากจักรพรรดินีบูเช็กเทียน เขาจึงเอาพลองไปซ่อน และหลอกว่าจะเดินทางออกไปจากเมืองลั่วหยาง และกลับไปบ้านเกิดของเขา แต่อันที่จริงแล้ว เขายังแอบซ่อนตัวอยู่ในห้องลับภายใน กระทรวงสอบสวนนี่เอง และเขาไม่หยุดเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของจักรพรรดินีบูเช็กเทียน ผู้ซึ่งล้มเหลวในการขโมยพลอง แต่พระองค์ก็ใช้โอกาสที่ตี๋ เหรินเจี๋ยหลบซ่อนตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ ด้วยการอ้างเหตุผลการหายตัวไปของ ตี๋ เหรินเจี๋ย และเข้าควบคุมกระทรวงสอบสวนด้วยพระองค์เอง พระจักรพรรดินีบูเช็กเทียน แนะนำให้จักรพรรดิเกาจง แต่งตั้งให้ นักเวทย์ภาพลวงตา ให้ขึ้นเป็นนักเวทย์แห่งชาติ นักเวทย์ภาพลวงตาทำเวทมนตร์ต่อหน้าพระพักตร์ราชินี แต่กลับกลายเป็นการเสกให้รูปปั้นมังกรบนเสาในวังกลับมีชีวิตขึ้น และบินตรงเข้าเผา นักเวทย์วิญญาณ (Ghost) จนกลายเป็นขี้เถ้า และกิน นักเวทย์กายแฝง (Obscure) เข้าไป ก่อนที่จะเหินบินทะลุเพดานขึ้นไปท้องฟ้า จักรพรรดิเกาจง ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า อวี้ชื่อเจิ้นจิน (Yuchi Zhenjin) พยายามเข้าปกป้ององค์จักรพรรดิและพบว่านักเวทย์ภาพลวงตา (Illusion) ได้หายตัวไปต่อหน้าต่อตา อวี้ชื่อเจิ้นจิน (Yuchi Zhenjin) ไล่ตามผู้ต้องสงสัยออกไปนอกห้องโถงวัง และเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังฆ่ากองกำลังโกลเด้นการ์ด แต่เมื่อชายคนนั้นเดินกลับมาในห้อง เขากลับกลายเป็น อวี้ชื่อเจิ้นจิน (Yuchi Zhenjin) เอง ทำให้ อวี้ชื่อเจิ้นจิน (Yuchi Zhenjin) ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมโกลเด้นการ์ด ตี๋เหรินเจี๋ยต้องแก้ปริศนาที่อยู่เบื้องหลังคดีลึกลับนี้ และปกป้องราชวงศ์ถัง ในขณะเดียวกับที่เขาต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายจากจักรพรรดินีบูเช็กเทียน

สำหรับบรรยากาศของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในรูปแบบแฟนตาซี แอ็คชัน ในยุคของราชวงศ์ถัง ( 618-907 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นยุคที่น่าสนใจที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ราชวงศ์ถังก่อตั้งทันทีหลังจากการล่มสลายของ ราชวงศ์ซุย (581-618 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นยุคที่สามารถรวมประเทศจีนทางเหนือและทางใต้เ ข้าด้วยกันสำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติจีน แต่การล่มสลายของราชวงศ์ซุยนั้นเป็นผลมาจากการปกครองอย่างกดขี่ข่ มเหงของรัฐที่มีต่อประชาชนของตัวเอง ในขณะที่โดนรัฐข่มเหง หลังจากประชาชนต้องเผชิญภาวะยากลำบากหลังจากการทำสงครามกับเ กาหลี รวมถึงการสร้างคลองยักษ์ (the Great Canal) และการบูรณะกำแพงเมืองจีนทำให้รางวงศ์ซุยเสื่อมความศรัทธาและล่มสล ายในที่สุด ช่วงเวลาของราชวงศ์ถัง ถือได้ว่าเป็นช่วงระยะเวลาสามร้อยปีของประเทศจีน ที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าในหลายด้าน ทั้งด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราพบว่าในช่วงนี้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมีความมั่นคง ต่อเนื่อง และมีหลักฐานว่ามีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างหลายรัฐกันอย่าง กว้างขวาง และในช่วงเวลานั้น เมืองหลวงฉางอัน (Chang’an) ได้ก้าวขึ้นเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก โดยพบว่ามีประชากรประมาณสองล้านคน เมืองฉางอันได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความสากลมากที่สุดในโลก ตามหลักฐานได้พบว่ามีชาวต่างชาติประมาณ 25,000 คนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งรวบรวมคนหลากหลายเชื้อชาติ

เฟรนไชส์นี้อาจจะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็คชั่น

ตลอดประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์จีน เราจะเห็นว่ามีวีรบุรุษเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่กลายเป็นแรงบันดาล ใจให้ผู้กำกับชื่อดังหลายคนต้องกลับไปเล่าเรื่องของพวกเขาหลายต่อหลา ยครั้ง ตัวอย่างเช่น หวง เฟยหง, ฟงไสหยก และยิปมัน วีรบุรุษอย่าง หวง เฟยหง ได้ปรากฎตัวในภาพยนตร์มากกว่า 100 เรื่องรวมถึงภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง Once Upon a Time in China ของผู้กำกับฉีเคอะ (Tsui Hark) ที่สร้างภาพยนตร์อัตชีวประวัติของเขาในปี 1990 นักสืบตี๋เหรินเจี๋ย ได้ถูกนำไปเล่าในแบบนิยาย และในซีรีส์โทรทัศน์ในหลายประเทศทั่วโลก เคยแม้แต่ได้รับบทโดยนักแสดงชาวอังกฤษ และชาวอเมริกันในจอทีวีตั้งแต่ปี 1960 และ 1970 อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องของตี๋เหรินเจี๋ย ที่เพิ่งมีโอกาสได้สร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอใหญ่ในภาพยนตร์เรื่อง "Blood Stains on the Screen" ของผู้กำกับ จ้าง ชีชาง (Zhang Qicang) ในปี 1986 โดยบทบาทของตี๋เหรินเจี๋ย รับบทโดยนักแสดงชาวจีนซุน จงเลี้ยง (Sun Zhongliang)

ผู้กำกับฉีเคอะ (Tsui Hark) ได้ตั้งใจที่จะพัฒนาแฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็คชั่นฮีโร่นักบู๊บทใหม่ด้วยการสร้างตัวละคร นักสืบตี๋เหรินเจี๋ย ขึ้นใหม่ ซึ่งกลายเป็นตัวละครที่ผู้ชมยุคใหม่ให้ความสนใจ ในระดับเดียวกับตัวละครฮีโร่แอ็คชั่นคลาสสิกอย่าง หวง เฟยหง, ฟง ไสหยก และยิปมัน ตัวละคร ตี๋เหรินเจี๋ย เองนั้นมีตัวตนจริงอยู่ในประวัติศาสตร์จีน ศตวรรษที่ 7 แต่ไม่เคยมีใครมองเขาเป็นนักบู๊แบบนี้มาก่อน เรื่องราวของ นักสืบตี๋เหรินเจี๋ยในแบบของ ผู้กำกับฉีเคอะ (Tsui Hark) วางโครงมาจากสุภาพบุรุษที่มีความรู้และอาศัยอยู่ในยุคเฟื่องฟูของวัฒนธร รมจีนในยุคของราชวงศ์ถัง บทบาทของเขาในภาพยนตร์ไม่ได้วางให้ ตี๋เหรินเจี๋ย เป็นมนุษย์ที่เก่งไปหมด อาทิ เกร็ดเล็กๆ ที่ว่า ตี๋เหรินเจี๋ย ว่ายน้ำไม่ได้ แต่ ตี๋เหรินเจี๋ย ในเรื่องนี้ทั้งหล่อ มีความมั่นใจสูง แหลมคมทางความคิด เจ้าเสน่ห์ โลกทัศน์กว้าง จินตนาการเป็นเลิศ และควบคุมอารมณ์ได้ดี แต่เต็มไปด้วยความตลกแบบร้ายกาจ

เกล็ดความรู้ เกี่ยวกับตำนานนักสืบ ตี๋เหรินเจี๋ย

ตำนานนักสืบตี๋เหรินเจี๋ย นักสืบตี๋เหรินเจี๋ย ไม่ใช่แค่ชื่อที่คนจีนทุกคนรู้จักกันดี แต่เขายังกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของนักเขียนชาวตะวันตกหลายท่าน ตี๋เหรินเจี๋ยมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เขาเกิดในปี 630 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นลูกชายของปราชญ์ ตี๋เหรินเจี๋ยเสียชีวิตในปี พ.ศ. 700 ก่อนคริสตกาล ตำแหน่งสูงสุดก่อนเสียชีวิตของตี๋เหรินเจี๋ยได้เป็นถึง ผู้ว่าการรัฐ ประวัติชีวิตของตี๋เหรินเจี๋ยได้ถูกกล่าวถึงอย่างละเอียดในหนังสือ “ประวัติศาสตร์เก่าสมัยราชวงศ์ถัง” เขียนโดย จิ้วถังซู (Jiu Tangshu) ตีพิมพ์ในปี 945 และใน “ประวัติใหม่ของราชวงศ์ถัง” เขียนโดย ซินถังชู (Xin Tangshu) ตีพิมพ์ในปี 1060 อย่างไรก็ตามยังไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องราวที่แท้จริงของเขาในช่วงเวลาที่เขารับตำแหน่งเป็น ผู้พิพากษาประจำอำเภอ ซึ่งเป็นช่วงผู้คนชื่นชอบ และมีการเล่าเรื่องในหลายรูปแบบ ทำให้เขาได้รับความนิยมมากที่สุด ผู้พิพากษา ตี๋เหรินเจี๋ย กลายมาเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชมยุคใหม่ โดยต้องให้เครดิตจากความคิดที่เริ่มมีที่มาจาก นักการฑูตชาวดัชท์ โรเบิร์ต ฟาน กูลิค (Dutch Diplomat Robert Van Gulik [1910-1967])

ในขณะที่เขามาประจำการในประเทศจีนและญี่ปุ่น ฟาน กูลิค ได้ยินเรื่อง นิยายอาชญากรรม ซึ่งผูกพันกับประวัติศาสตร์ในภูมิภาคแถบนี้ทั้งในญี่ปุ่น และจีนอย่างน่าสนใจ และฟานมีความตั้งใจอยากสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการฟื้นคืนความนิยม ของคนอ่านต่อนิยายแนวนี้มากขึ้น ฟานเริ่มทำความคิดของเขาให้เป็นจริงโดยการหยิบนิยายภาษาจีนมาแปล และเขาเริ่มแปลนิยายเรื่อง “Dee Goong An”หรือ “คดีที่มีชื่อเสียงของผู้พิพากษาตี๋เหรินเจี๋ย” ที่ถูกแต่งขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ฟาน กูลิคได้สานต่อความหลงใหลในโลกของนักสืบตี๋เหรินเจี๋ยแห่งราชวงศ์ถังที่เขาได้ลงมือแปล และสุดท้าย เขาได้เริ่มลงมือเขียนนิยายชุดเรื่อง ผู้พิพากษาตี๋เหรินเจี๋ย ของเขาเอง (Judge Dee) โดยนิยายจากจินตนาการของ ฟาน กูลิค ได้รับการตีพิมพ์รวมเป็นจำนวน 25 เล่ม

โดยนิยายชุดนี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกในฉบับแปลทั้งในรูปแบบ ของภาษาญี่ปุ่นและภาษาจีน และต่อมาได้จัดพิมพ์ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาเดิมจากต้นฉบับที่ ฟาน กูลิค ได้แต่งขึ้น เรื่องราวของตี๋เหรินเจี๋ยในจินตนาการของ นักการฑูตชาวดัชท์ ฟาน กูลิค ครอบคลุมเวลาตั้งแต่ช่วงปี 663 ถึง 681 ก่อนคริสตกาล

โดยเรื่องราวในนิยายเริ่มต้นในช่วงที่ตี๋เหรินเจี๋ย ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาในเขตมณฑลซานตุง (Shantung) และการโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ในสายงานไปยังอีก 4 ตำบลจนถึงช่วงที่ตี๋เหรินเจี๋ยได้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้พิพากษาแห่งวัง หลวง ภาพยนตร์เรื่องแรก Detective Dee and the Mystery of the Phantom Flame (ตี๋เหรินเจี๋ย ดาบทะลุคนไฟ) เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประมาณแปดหรือเก้าปีหลังจากตอนจบในนิยายขอ ง ฟาน กูลิค ส่วนภาพยนตร์เรื่องที่ 2 “Young Detective Dee: Rise of the Sea Dragon” เล่าเรื่องก่อนนิยายชุดนี้ และใน ภาพยนตร์เรื่องใหม่ “Detective Dee: The Four Heavenly Kings” จะเป็นการเล่าเรื่องราวต่อจากภาพยนตร์เรื่องที่สองนั่นเอง หลังจากผลงานของฟาน กูลิค เรื่องราวการผจญภัยของตี๋เหรินเจี๋ย ยังถูกหยิบมาตีความโดยนักเขียนหลายเชื้อชาติ ตั้งแต่นักเขียนชาวฝรั่งเศส เฟรเดริค เลนอร์มอง (Frédéric Lenormand)

ผู้แต่งนิยาย 13 เล่ม และรวมถึงนักเขียนชาวจีน-อเมริกัน จู้ เซียวตี (Zhu Xiaodi) ในเรื่องสั้นเรื่อง “Tales of Judge Dee”(2006) และผลงานจากเอเลนอ คูนี และแดเนียล อัลเทียรี (Eleanor Cooney and Daniel Altieri’s) กับนิยายเรื่อง “Deception: A Novel of Mystery and Madness in Ancient China”(1994) และนิยายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ ตี๋เหรินเจี๋ย อย่าง “Stonecutter’s Story”(1988) ของนักเขียนเฟรด ซาเบอฮาเกน และยังพบได้ในนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิกเรื่อง “The Diamond Age” (1995) ของนีล สตีเฟนสัน (Neal Stephenson)

ตี๋เหรินเจี๋ย ปริศนาพลิกฟ้า 4 จตุรเทพ (2018)

ยังไงอย่าลืมติดตามชมกันกำหนดฉายในโรงภาพยนตร์ 23 สิงหาคม 2561

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

POST TAGS:

daydevthailand@gmail.com

เขียน Blog นี้ตั้งแต่ อายุ 22 เที่ยวมาแล้ว 22 จังหวัด ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ชอบดูหนัง ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.