Home / Drama  / Full Metal Jacket (1987) เกิดเพื่อฆ่า

Full Metal Jacket (1987) เกิดเพื่อฆ่า

หนังสงครามเวียดนามที่ควรดูก่อนตายในลิสที่ผมชอบคือ Apocalypse now, Platoon อีกเรื่องที่ต้องยกให้คือ Full Metal Jacket เกิดเพื่อฆ่าของผู้กำกับโคตรปรัชญาอย่าง Stanley Kubrick

อันที่จริงแล้ว ลิวในดวงใจเกี่ยวกับสงครามเวียดนามของผมถ้าเรียงลำดับแล้ว ผมชอบ (มีรีวิว หมดแล้ว):

  • Apocalypse now ของ Francis Ford Coppola
  • Deer Hunter ของ Michael Cimino
  • Full Metal Jacket ของ Stanley Kubrick
  • Platoon ของ Oliver Stone

ใช่ครับ Platoon และ Full Metal Jacket มาในยุคเดียวกัน แค่ Platoon ได้ออสการ์นั่นเอง แต่ตรงกันข้ามผมกลับชอบเรื่องเล่าของ Full Metal Jacket มากกว่า

Full Metal Jacket นำเสนอความสับสนและขัดแย้งของการฝึกของทหารนาวิกโยธินในสมัยที่อเมริกาต้องส่ง Marine หรือ นาวิกโยธินไปสงครามที่เวียดนาม ความสับสนของพลทหารนาวิกโยธินแต่ละนายเกิดขึ้นว่าพวกเขากำลังทำอะไร ตั้งแต่ในค่าย (Boot Camp) ในพาร์ทแรก และ การเติบโตทางความคิดแต่จิตวิญญาณกลับถูกกลบฝังด้วยตัวเองในพาร์ทหลังที่ต้องเข้าประจำการในเวียดนาม สมรภูมิเมือง เว้

ถ้าใครที่รับชมภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม มาจะรู้ว่าทุกเรื่องจะเกี่ยวกับการนำเสนอเกียรติของทหาร และ เรื่องราวที่แสนเจ็บปวดของทหารที่ต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ความเหว่ว้า เดียวดาย และ เล่าย้อนถึงอเมริกาที่ต้องเจ็บปวดเลียแผลของความพ่ายแพ้ที่ตัวเองสร้างขึ้นจากเวียดนาม

Full Metal Jacket นั้นก็คืออย่างหลัง เพียงแค่มันเป็นการกระทืบซ้ำเรื่องราวของสงคราม ในฐานะของการเป็นหนัง แอนตี้สงคราม ในฉากหน้าของหนังสงคราม (หนังสงครามที่แอนตี้สงคราม, งงไหม?)

Full Metal Jacket หรือแปลตามตัวคือ หัวกระสุนเคลือบทองแดง นัยคือพร้อมยิงออกไปยังเป้าหมายเพื่อฆ่าใครสักคน (แต่ไม่เคยกลับมา)

เนื้อหามีการ Spoil!

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกนำเสนอถ่ายทอดผ่าน นาวิกโยธิน Joker (Matthew Modine) โดยแบ่งเวลาของเรื่องเป็นสองช่วง คือ

  1. Boot Camp เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในค่ายฝึก นับว่าเป็นช่วงที่ผมชอบมากกว่าตอนออกรบ เพราะเราเห็นนัยอะไรหลายๆ อย่างปรากฏขึ้นมาในช่วงของการฝึก การเปลี่ยนคนธรรมดาคนนึงให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหาร ผ่านครูฝึกที่บทบาทเล่นได้อารมณ์มาก Hartman (R. Lee Ermey) เมื่อไรที่พูดเป็นด่า เป็นเหน็บ เป็นตะหวาดทั้งตลก ทั้งตลกร้าย ทั้งเจ็บแสบสรรค์ ฉากเปิดถึงความจำยอมในการตัดผมของทหาร ไปจนถึง นายทหารอุ้ยอ้าย ที่ทำอะไรไม่ค่อยจะได้ความได้เรื่อง กลัวความสูง อย่าง Pyle (Vincent D’Onofrio) ที่ถูกกดดันตั้งแต่การยิ้มก็จะโดนครูฝึกบีบคอ ปีนเครื่องกีดขวางก็ไม่ได้ ต้องอาศัย Joker คอยช่วย และ Pyle เองก็มักทำให้ เพื่อนๆ ในค่ายต้องโดนทำโทษ บ่อยเป็นประจำ
    จนจุดสะเทือนใจของเรื่อง ที่ Pyle ทำผิดเรื่องแอบเอาขนมเข้าโรงนอน ทำให้ทุกคนต้องโดนทำโทษ และ เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ Joker เองก็ลำบากใจ

    ในคืนนั้นทุกคน เข้ามาล๊อคตัว Pyle แล้วรุมทุบในความมืด ไม่เว้นแม้แต่ Joker, และ Joker ต้องพยายามข่มตานอนหลับ โดยได้ยินเสียงร่ำไห้สะอื้นของ Pyle ทั้งคืน

    หลังจากคืนนั้น นาวิกโยธิน Pyle ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน แม้แต่ Joker เองก็ยังต้องกลัว ทั้งพูดคุยกับปืน ทั้งแววตาและใบหน้าที่ถูกฉาบไปด้วยความโหดร้าย ไปจนถึงจุด Climax ของ Pyle ในวันที่ Joker ต้องเข้าเวรดึก


    เป็นพาร์ทแรกที่ ทำให้เราเห็นว่า สงคราม พยายามเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องสังหารเพื่อฆ่าคนในสมรภูมิ แต่ก่อนที่มันจะไปสมรภูมิ เราได้ฆ่ากันเองเรียบร้อยตั้งแต่อยู่ในค่าย อย่างที่ Pyle ทำกับ Hartman ซึ่งจริงๆแล้วก่อนหน้านั้น Hartman ต่างหากได้ฆ่าจิตวิญญาณของ Pyle ไปแล้วตั้งแต่ตอนฝึก รวมถึงทหารนวิกโยธินด้วยกันทุกคน ความกดดัน การฝึกหนัก และ การทำร้ายจิตใจนับเป็นสงครามในรูปแบบหนึ่งที่สามารถฆ่าคนคนนึงตายได้ทั้งทางจิตวิญญาณ และทางกายภาพจากการกระทำ

  2. Hue Battlefield สมรภูมิเมือง เว้ (Hue) โดดเด่นด้วยความขัดแย้งของ Joker ขณะที่เขาเข้าหน่วยข่าวกรองกองทัพ และใช้เวลาอยู่กับสงครามเวียดนาม มุมมองที่เปลี่ยนไป การมองเวียดนามสวยงามของเขา พร้อมเข็มกลัดเสรีภาพที่ปักบริเวณหน้าอก ที่ย้อนแย้งกับ สกรีนบนหมวกเหล็กของเขาว่า Born to Kill (เกิดเพื่อฆ่า) เป็นปรัชญานัยสำคัญที่บอกถึงความสับสนภายในจิตใจของ Joker ได้ดี อาจจะดูเนือยๆ เบื่อๆ บ้างในพาร์ทนี้เพราะเป็นการพาไปดูไลฟ์สไตล์ของทหาร อเมริกัน ที่เชื่อว่าตัวเองชนะสงครามนี้แน่นอน

    กับคำถามในใจของแต่ละคนแม้แต่ Joker เองว่า เรารบไปเพื่อใคร? เพื่ออะไร? และทำไมเราต้องรบ? เราจะเห็นการกระทำของทหารอเมริกันที่ไม่ได้มีเกียรติใดๆ ปรากฏใน Full Metal Jacket แบบภาพมายาคติ เราจะพบแค่ การช่วยตัวเอง การซื้อบริการคุณโส การถ่ารูปคู่กับศพของทหารเวียดกง จนกระทั่งถึงจุด Climax ของพาร์ทนี้คือ กองกำลังของ Cowboy (Arliss Howard) และ Joker ต้องเผชิญกับปราการหนาและพลแม่นปืนมือฉมัง ฝั่งเวียดนามคนนึงที่สามารถเก็บทหารของพวกเขาได้อยู่หมัด จนกระทั่งไปรู้ในตอนท้ายว่า พลแม่นปืนมือฉมังผู้นั้นคือ เด็กสาวตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว

    หญิงสาวพลแม่นปืนมือสไนเปอร์ คนนี้เป็นคำตอบเดียวที่บอกเราได้ว่า สำหรับเวียดนามแล้วไม่ว่าจะเป็นใครมากจากไหนถ้าต้องปกป้องประเทศชาติของตนก็สามารถลุกขึ้นมาจับอาวุธต่อสู้ได้ แล้วมองย้อนกลับไปที่อเมริกา พวกเขากำลังรบเพื่ออะไร?

Full Metal Jacket จบเรื่องของตัวเองลงด้วยบทเพลงขับขานด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ข่มใจตนเองของหมู่ทหารขณะลาดตระเวน โดยไม่รู้ตัวเองจะต้องแพ้สงคราม และจะต้องเดินทางกลับบ้านอย่างเจ็บปวด และไร้ที่ยืน เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงความรุนแรงของสงคราม ผ่านปรัชญาของตัวละคร และเหตุที่ทำได้อย่างสมเหตุสมผล

ข้อความบนหมวกของ Joker ที่ว่า Born to Kill ฆ่าเพื่อให้เกิดสันติภาพ เป็นสิ่งที่บอกให้เราได้รู้อยู่แล้วว่า มันไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน…

คะแนน 9/10 – หดหู่หน่อย ชอบพาร์ทแรกโรงฝึก มากกว่าตอนออกรบ

หาดูได้ถ้าใครเป็นสมาชิก Netflix: https://www.netflix.com/title/528677

daydevthailand@gmail.com

อาจารย์มหาวิทยาลัยสายไอที แต่ชอบเสพศิลป ชอบดูหนัง เรียกว่าเนิร์ดหนังก็ได้ ชอบ ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog เว็บนี้เขียนมาตั้งแต่อายุ 22 เมื่อก่อนเดินทางบ่อยมากตอนนี้นั่งดูหนังแล้วมารีวิวแบบ critics movie แทน

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.