Home / Comedy  / Green Book (2018) มิตรภาพต่างสี อันดีงาม และเปี่ยมสุข

Green Book (2018) มิตรภาพต่างสี อันดีงาม และเปี่ยมสุข

Green Book ว่าด้วยเรื่องของคนขับรถบอดี้การ์ดผิวขาว กับไฮโซผิวดำ ที่ต้องเดินทางไปสุดแดนใต้ของอเมริกาในยุคที่การเหยียดผิวนั้นยังรุนแรง

แม้จะบอกว่าเป็นผลงานของผู้กำกับสายฮาอย่าง Peter Farrelly (ผู้กำกับที่ทำหนังเกือบไร้สาระอย่าง Dumb and Bumber, 1994 หรือหนังรักโคตรปั่นอย่าง There’s Something About Mary, 1998) ที่เราต้องเกิดอาการงงว่า มากำกับหน้าหนังที่ดูสะท้อนเรื่องจริงในยุคของการเหยียดสีผิว แนวดราม่า แบบ Green Book นี้จะรอดหรือไม่ อย่างที่โบราณว่าไว้ อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปกของมัน, Green Book เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องคารวะ Peter Farrelly ทันทีเมื่อเราได้นั่งดูมัน แล้วน้อมรับอารมณ์ สถานการณ์ของเรื่องราว และตัวละครทั้งสองตัวที่เหมือนกับพาเราเดินทางไปด้วยกันได้อย่างลงตัว อิ่มเอิบ และไร้ที่ติ

ในช่วงแรงของอเมริกาอย่างช่วงยุค คศ. 1930-1960 ที่ขึ้นชื่อว่า การเหยียดผิวของคนอเมริกานั้นรุนแรงระดับที่ไม่ซ้ำใจก็ซ้ำกายได้ง่ายๆ ถ้าเป็นคนดำ แบบเรื่อง Mississippi Burning (1988) ถูกเสี้ยมให้เกลียดกัน (สนุกนะ) เกิดขึ้นที่ว่าขนาดก๊อกน้ำ หรือ ร้านอาหารบางร้านคนดำเองถูกแยกโต๊ะไม่ให้เข้าร่วม ในยุคนั้นคนดำหรือคนผิวสี จำเป็นต้องพกหนังสือที่ชื่อว่า Green Book (The Negro Motorist Green Book) หนังสือที่รวบรวมสถานที่ โรงแรม หรือ ร้านอาหารที่ Welcome Color People ต้อนรับคนผิวสี และเจ้า Green Book เล่มนี้เองเป็นที่มาของเรื่อง แม้ว่าทั้งเรื่องนั้น สาระของหลายๆ สิ่งนั้นไม่ได้อ้างอิง หรือพูดถึงหน้ากระดาษที่อยู่ใน Green Book เล่มนั้นเลยแต่อย่างใด เรื่องราวเลือกที่จะใช้ Green Book เป็นเพียงกุญแจดอกเล็กๆ ที่โยงใยพาเราไปรู้จักกับ 2 ตัวละครหลักคือ

NOVEMBER 12, 2018: Viggo Mortensen as Tony Vallelonga in Green Book, directed by Peter Farrelly. Courtesy Image.net

Tony Lip “ไอ้ปากดี โทนี่” (Viggo Mortensen, Lord of The Ring, A history of violence (2005) ปรัชญาของความรุนแรง) บอดี้การ์ดเชื้อสายอิตาเลียนในผับชื่อดังที่ต้องพักงานชั่วคราว อาศัยในย่านกุ๊ย ใช้ชีวิตติดดินแบบตรงไปตรงมา หยาบกระด้าง หรือเข้าขั้น “ถ่อย” ที่บังเอิญต้องไปรับงานเป็น คนขับรถเดินสายไปทางใต้ของอเมริกา(ที่มีความเหยียดแรงที่สุด) โดยผู้ว่าจ้างคือ Dr. Don Shirley (Mahershala Ali, Moon Light, Alita, True Detective Season 3) ไฮโซผิวดำ เป็นผู้ดี มีการศึกษา เป็นอัจฉริยะทางดนตรีคลาสสิคที่อยากเดินสายเล่นเปียโนเพื่อยกระดับของความมีระดับให้แก่คนในอเมริกา และตอกย้ำอุดมการณ์ตัวแทนของคนผิวสี

This image released by Universal Pictures shows Mahershala Ali in a scene from “Green Book.” (Universal Pictures via AP)

ไอ้ความที่ 2 คนที่ต่างกันสุดขั้วมาเจอกันมันก็กลายเป็นความบันเทิง แบบลุ้น แต่ไม่ใช่ลุ้นในความตื่นเต้นแต่อย่างใด เรากลับสนุกไปกับวาทกรรม ความสัมพันธ์ของตัวละคร ไอ้คนขาวปากหมา กับผู้ดีตัวดำ ซึ่งขนบของหนังแบบ Buddy ประเภท Leathal Weapon ริกส์คนมหากาฬ คนขาวคนดำมาเป็นคู่หูกัน มันก็มีเยอะไป หรือ การหนังที่บอกถึงการเหยียดสีผิวเป็นเรื่องใหม่ไหม ก็ไม่แต่อย่างใด (DJANGO UNCHAINED (2012) สิงห์ดำปืนไว ตีความใหม่สะใจกวนตีน ,12 Years Slave.)

ตรงกันข้าม Green Book ทำได้ดีกว่านั้นในความใส่ใจเนื้อหาของความ “เป็นมนุษย์” ทั้งมุมมองของ Tony และ Don จะเห็นว่า Tony เองในช่วงแรกเองนั้นก็คล้อยตามไปกับเหล่าญาติที่น้องที่ดูถูกเหยียดหยามช่างประปาผิวสี ถึงขั้นรังเกียจเอาแก้วน้ำที่ภรรยาเสิร์ฟให้ทิ้งลงถังขยะ แต่ภายหลัง Tony ก็ได้เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วสีผิวก็เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อยกระดับให้กับคนอีกกลุ่ม (คนขาว) ให้ดูสูงส่งขึ้น ซึ่งแม้คนขาวด้วยกันจะสูงส่งแค่ไหน Tony ก็ยังเป็นได้แค่ ไอ้กุ๊ยการศึกษาต่ำที่ยังคงหาเช้ากินค่ำเพื่อครอบครัว แต่แม้ภาพลักษณ์ของ Tony จะเป็นแค่กุ๊ยกักขฬะ (จนลืมบทเจ้าชาย แห่งโรฮานใน Lord of The Ring) ในความกักขฬะ หยาบคายนั้นทุกสิ่งที่เอ่ยออกมาแม้ว่าบางประโยคจะดูไม่ฉลาด แต่ทุกคำพูดของ Tony คือความจริงใจ และตรงไปตรงมาไม่มีอะไรซับซ้อน และแอบแฝง ทั้งยังค่อยๆ เห็นภาพสังคมความสุขของคนกลุ่มที่ถูกกีดกัน เกิดเป็นความเคารพเข้าอกเข้าใจ (ปนฮา) ปะปนกันไป

สำหรับ Don แม้ว่าจะเป็นคนดำเป็นทุนเดิมแล้ว ด้วยสภาวะของตัวเองที่ต้องบอกว่าเป็นคนดำก็ดำไม่สุด (เป็นไฮโซ แต่คนดำคนอื่นเป็นแค่รากหญ้า, คนตรีที่เล่นก็เป็นคนตรีคนขาวคลาสสิค) เป็นชายก็ชายไม่สุด (เป็นเกย์ ฉากคดีใน YMCA) ลึกๆ เอง Don เป็นบุคคลที่เดียวดาย และขีดเส้นให้กับตัวเองว่าตนเป็นคนโดดเดี่ยวเดียวดายในโลกนี้ อาศัยอยู่บนความกลัว และ ดื่มเหล้าหลักทุกๆ คืน ประโยคที่สุดแสนเสียใจของ Don ที่เอ่ยกับ Tony เป็นสิ่งที่สะท้อนก้นลึกของตัวละครที่น่าสงสารตัวนี้ได้ชัดเจนที่สุด ยังไงก็ตามแม้ Don จะปิดกั้นตัวเอง หรือยกตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น สุดท้ายเค้าก็ได้เรียนรู้เรื่องราวของความจริงใจ และมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง อีกทั้งยังเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งดีและไม่ดีในโลกนี้ผ่านการแลกเปลี่ยน สนทนา และ ความเห็นอกเห็นใจกัน

กลายเป็นว่า Green Book เลยพาเราเดินทางไปกับ 2 ตัวละคร พร้อมกลิ่นอาย Retro สไตล์ Vintage แบบเพื่อนตาย เพื่อตบ ที่รักกัน และมีความมุ้งมิ้งแบบแมนๆ? (ประมาณนั้น) คือมันมีความกวนตีน ความน่ารัก ความฉลาด และ ความเดียวดายรวมกันในความสัมพันธ์ของ 2 ตัวละครอีกทั้งเรื่องที่ต้องลุ้นก็มีให้ดูในเรื่อง หลายประเด็น ลุ้นยิ่งกว่าดูหนังแอ็คชันทั้งที่มันก็แค่เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในความ เป็นมนุษย์ของเรา

นับว่า Green Book คือภาพยนตร์ในดวงใจอีกเรื่องที่สร้างความสุข และอิ่มเอิบ ชนิดที่พอหนังจบแล้วได้แต่ถอนหายใจว่า จบแล้วเหรอ ไม่อยากให้จบเลย…..

คะแนน (8.8/10) เคมีสองตัวละครลงตัวส่งมุข ฮา เศร้า เคล้าดราม่า ได้ดีสุดๆ

ถ้ามีเวลาก็น่าจะดูครับ หนังดีการันตีเลย (ชอบฉากกิน KFC)

POST TAGS:

daydevthailand@gmail.com

เขียน Blog นี้ตั้งแต่ อายุ 22 เที่ยวมาแล้ว 22 จังหวัด ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ชอบดูหนัง ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.