Home / Drama  / La La Land (2016) นครดารา, รักคงยังไม่พอ

La La Land (2016) นครดารา, รักคงยังไม่พอ

La La Land นครดารา ภาพยนตร์เพลงรักแนวมิวสิคัลร่วมสมัย ที่ถ่ายทอดดนตรีแจ๊ส และชีวิตรักของคนสองคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันในแวดวงมายา และความจริงอันแสนเจ็บปวด

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

เรื่องราวของนักดนตรีหนุ่มผู้หลงไหลในดนตรีแจ๊ส Sebastian (Ryan Gosling) ผู้ซึ่งมีความฝันในการยกระดับดนตรีแจ๊สให้กลับมาเป็นที่ยอมรับ และ Mia (Emma Stone) สาวพนักงานบาริสต้าร้านกาแฟในย่านกองถ่ายสตูดิโอที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงมืออาชีพ เที่ยวตะเวนคัดตัวและออกแสดงฝีมือผ่านละครเวทีแบบหญิงเดี่ยว บนฉากหลังของมหานครที่แสนวุ่นวายอย่าง L.A. ผ่านบทเพลงร่วมสมัย

กลับสู่ชีวิตจริง

ความน่าสนใจของ La La Land คือเรื่องราวของคนสองคนที่อยู่ในสังคมระดับกลางในสภาวะของสังคมที่ยังต้องอาศัยปากกัดตีนถีบ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน และแรงไฟที่ลุกโชดช่วงในช่วงเวลาของการสร้างพื้นที่ของตัวเอง ซึ่ง ความฝัน และ ความเชื่อมั่นนี่แหละที่มันตรงกับสิ่งที่เราทุกคนที่ได้ดู La La Land สามารถเข้าใจและคล้อยตามตัวละครทั้ง 2 ตัวได้ทันที เพราะมันคือพื้นฐานของความเป็น “เรา” ทุกคน ที่เคยวาดฝันในสิ่งที่อยากทำ อยากเป็น อยากลอง และโอกาสความวุ่นวาย

อุปสรรคของมหานครที่ไร้ซึ่งเทวดาแห่งนี้ก็ได้ทำร้ายตัวละคร เหมือนบริบทสังคมโลกที่พวกเราต้องเผชิญกับมัน เหมือนเวลาที่เราไปพักผ่อนต่างประเทศไกลๆ สักทีแล้วกลับมาทำงาน แล้วต้องโพสท์สถานะว่า “กลับคืนสู่ชีวิตจริง” ซึ่ง La La Land ก็สามารถนำนิยามการ “กลับสู่ชีวิตจริง” เล่นกับพวกเราได้อย่างตรงๆ แบบจุกในอกเต็มๆลำในช่วงท้ายของเรื่อง

แม้ว่าปรัชญาการสู้เพื่อฝันเพื่อวันของเราดังที่ปรากฏในภาพยนตร์ La La Land เป็นแกนหลักของเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดในโลกภาพยนตร์ แต่เพราะความรู้สึก “Real” (สมจริง) ที่ปรากฏบนความ “Surreal” (เกินจริง, เช่นมิวสิคคัล) นั้นทำให้เรารู้สึกไปกับทุกความรู้สึกของตัวละครในทันที ทั้งคู่ Sebastian และ Mia ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวแทนวัยหนุ่มสาวที่มีไฟแห่งฝันที่ต้องสร้างพื้นที่ของตน เมื่อ Mia ได้หลงไหลกับเสียงเปียโนของ Sebastian เมื่อแรกพบ, เสน่ห์ของเคมีในตัวเมื่อครั้งเจอชายคนนี้อีกครั้ง และความเป็นตัวเองที่เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ที่มาดมั่น ทำให้เธอตกลงปลงใจเลิกชายหนุ่มในอุดทคติผู้เป็นดั่งแรงใจ และเชื้อเพลิงที่จุดไฟแห่งความมุ่งมั่นส่องนำทางฝันของเธอ ส่วนชายหนุ่มเองก็ตกหลุมรักสาวช่างฝันคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น

ทางเลือกระหว่าง ความเป็นจริง และ ความฝัน

เมื่อถึงจุดกึ่งกลางของเรื่องหลังจากนำคนดูอย่างเราพบกับภาพความสวยงามสดใส และบทเพลงแสนไพเราะ La La Land ก็นำเราเข้าสู่บทเรียนชีวิตบทหนึ่งที่สะท้อนสามัญสำนึกของเรากับคำถามที่ว่าเราจะเลือกอะไรระหว่าง ความฝันอุดมการณ์  กับ ความเป็นจริงที่แสนเจ็บปวด เมื่อแม่ของ Mia ต้องการให้ผู้ชายที่เธออยู่กินด้วยมีงานมีการมีร้านอาหาร ทำงานที่มั่นคง และสิ่งนั้นก็เปลี่ยนมุมมองของ Sebastian ไปโดยปริยาย เมื่อเขาเลือกที่จะเสียสละความฝัน และทิ้งอุดมการณ์ของตัวเองทำงานในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเขา (เล่นดนตรีสังเคราะห์กับวงของเพื่อนที่ชื่อ Keith รับบทโดย John Legend) เพื่อพิสูจน์กับครอบครัวของ Mia ได้เห็น

แต่ ความเป็นจริง ของชีวิตมักจะทำร้ายคนมีฝันมานักต่อนัก ความเป็นจริงของชีวิตมักจะกัดกินความฝันเสมอ เมื่อชีวิตต้องมีการพิสูจน์ก็จะปราศจากแรงฝัน เมื่อปราศจากแรงฝันก็ปราศจากเวลา และเมื่อใดที่ปราศจากเวลา ก็จะกระทบไปถึงความรัก

เมื่อถึงเวลาที่ Mia ต้องเอ่ยคำถามกับ Sebastian ว่าชีวิตของเขาจะเป็นแบบนี้ไปอีกเมื่อไร นั่นเป็นคำถามที่สะท้อนใจของหลายคนที่รับรู้ไปกับความสัมพันธ์ของ 2 ตัวละครนี้ทันที และก็แยบยลกับการตอบกลับของฝ่ายชายกับประโยคที่ว่า “คุณเองไม่ใช่เหรอที่อยากให้ผมมีงานที่มั่นคง” ที่หยิบเอาเหตุผลโลกแตกที่หลากหลายคู่รักเผชิญต้องหันมาเหลือบมองหน้ากันเบาๆ

หากว่าในวันนั้น

La La Land พาเราไปพบกับบทส่งท้ายใน Epilogue ที่แสนปวดร้าว เมื่อความเป็นจริงนั้นมัน “เจ็บปวด” ดังอภิปรัชญาที่ได้กล่าวไว้แต่โบร่ำโบราณ เรื่องราวพาเราไปถึงจุดแตกหักของ 2 ตัวละคร เมื่อความเป็นจริง เวลา มันไม่สามารถเติมเต็มความฝัน แต่ในขณะที่ทั้งสองพบเจอจุดแตกหักก็ยังมีเรื่องราวที่ทั้งคู่ยังต้องเผชิญไปด้วยกัน (เป็นฉากเดียวที่บอกได้ว่าฝ่ายชายรักผู้หญิงมากแค่ไหนใส่ใจรายละเอียดเธอ เช่น บ้านของเธอในต่างเมือง) ทั้งคู่ฝ่าอุปสรรคครั้งสุดท้ายไปด้วยกัน เพียงแค่มันไม่สวยหรูเหมือนภาพในฝันขณะที่ยังมีไฟ ประโยคของ Mia นั้นเล่นเอาคนดูแบบเราต้องหยุดคิดไปชั่วขณะ กับประโยค “Where we are?” (คิดถึง between where we are and where we want)

ในวันที่ยังมีฝันมองทุกสิ่งก็สวยงามไปหมด แต่เมื่อกลับมามองมุมที่เคยมองในวันที่โตแล้ว ทุกอย่างก็ดูธรรมดา

  • Mia: I’m always gonna love you.
  • Sebastian: I’m always gonna love you, too.

ประโยคสุดท้ายก่อนทั้งคู่จะแยกย้ายไปตามความฝันกัน 5 ปี

5 ปีของความเป็นจริง ทั้งสองตัวละครเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตในความจริงมากขึ้น สามารถ Balance เป็นกลางของฝันและชีวิตได้ลงตัว

Mia สิ่งที่เธอสมหวังนั้นคือเธอได้เป็นดารามีชื่อเสียงสมใจ ส่วนสิ่งที่เธอไม่สมหวังก็คือเธอแต่งงานมีลูก มีสามีที่เป็น Boring Business Guy ที่เธอไม่เคยชอบเลย

Sebastian สิ่งที่เขาสมหวังคือการเป็นเจ้าของคลับชื่อดัง Sebs (ที่ Mia ตั้งให้) ได้เล่นดนตรีแจ๊สทุกคืนให้กับคนที่หลงรักเสียงดนตรีแจ๊ส ส่วนสิ่งที่เขาไม่สมหวังก็คือ Mia

ด้วยพรมหมณ์ลิขิตเล่นตลก หรือสายสัมพันธ์ของคนมีฝันสองคนยังคงสื่อถึงกันหรือไม่ Mia พบ Sebastian อีกครั้งในผับ Sebs และ Sebastian ก็ได้ร้องเพลงสุดท้ายแก่ Mia ที่ Flash Back ไพเราะดนตรีเพลิดเพลิน แต่สะเทือนใจ ซึ่งสิ่งที่สะเทือนใจคือ Sebastian ได้บอกกับเราว่า ในขณะที่ยังรักกันก็จงเลือกความรักเสีย ภาพ Flashback ทั้งหมดที่ปรากฏในเพลงอันไพเราะนี้คือ วันนั้นถ้าเรายังรักกัน ทุกสิ่งจะเป็นไปอย่างที่เราคิด

และสุดท้ายก็จบลงที่ความเป็นจริง และรอยยิ้มของทั้งคู่ก่อนจากกัน…

แม้ไม่ได้คู่กัน แต่ครั้งนึงจนถึงตอนนี้คือคนที่คิดถึง

หากลองสังเกตดูหลายครั้ง Sebastian มักจะมีความหมกหมุ่นกับความฝันจนลืมมองพื้นฐานของความเป็นไปได้ Mia คือคนที่คอยเตือนสติให้เขาคิดไตร่ตรองวิเคราะห์ความคิดไม่ให้เกินเลย และในหลายครั้งที่ Mia ท้อแท้ที่ตัวเองรู้สึกไร้ค่าจากการคัดตัวนักแสดงในแต่ละครั้งกำลังใจเดียวที่ทำให้เธอฮึดสู้เริ่มใหม่ก็มีเพียง Sebastian นี่แหละที่คอยอยู่เคียงข้างเธอ แม้ว่าสุดท้ายจะปราศจากคำว่า “เรา” ในฐานะของคนรักกันแล้วก็ตาม

ทั้งคู่เป็นสิ่งที่ส่งเสริมกันและกันในทุกๆ ด้านของชีวิตเมื่อเจอปัญหา เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจของกันและกัน นี่แหละมั้งความหมายจริงๆ ของคำว่า “เรา”

คะแนน: 8.8/10 งดงาม เพลงเพราะ และจริงจนเกือบจะร้องไห้ออกมา

POST TAGS:

daydevthailand@gmail.com

<p>เขียน Blog นี้ตั้งแต่ อายุ 22 เที่ยวมาแล้ว 22 จังหวัด ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ชอบดูหนัง ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog</p>

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.