Home / Drama  / Lost in Translation (2003) ณ ที่แห่งหนึ่ง ด้วยความเหงา และเดียวดาย

Lost in Translation (2003) ณ ที่แห่งหนึ่ง ด้วยความเหงา และเดียวดาย

Lost in Translation นั้นเป็นภาพยนตร์เหงาเนิบๆ ดำเนินเรื่องไปตามเส้นทางของเรื่อง โชคชะตาของตัวละคร ถ่ายทอดสภาวะของความเหงา และเดียวดาย

การดู Lost in Translation ในครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มันคือหนังที่ว่าด้วย ความสัมพันธ์ของ ชาย หญิง ที่ขาดจุดหมายของบางสิ่ง ในดินแดนที่ต่างภาษา จนเกิดความเข้าอกเข้าใจกัน แต่เวลาของอายุ เหตุการณ์ ลม ฟ้า หน้าหนาวที่พัดผ่านชีวิตของเราในแต่ละวันได้นำพาให้เราต้องหยิบ Lost in Translation กลับมาทบทวนดูใหม่ แล้วก็ได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว ในตอนนั้น Lost in Translation มันบอกอะไรเรามากกว่าที่เราเข้าใจ มันบอกถึงการเล่าเรื่องที่ว่าด้วย ความเดียวดาย และการไร้ซึ่งจุดที่เราจะรู้ว่าเราคือใคร ในบรรยากาศของสภาวะการปิดกั้น เหมือนแยกดินแดนอันแสนวุ่นวายอย่างประเทศญี่ปุ่นให้กลายเป็น โลกอีกโลกหนึ่งที่แสนเข้าใจยากและคนที่อยู่ต่างที่ต่างถิ่นก็เหมือนกับ สายลม ธาตุอากาศ ที่ไร้ตัวตน

2 คนที่ยืนอยู่ ณ​ ที่แห่งหนึ่ง ด้วยความเหงา และเดียวดายใน Lost in Translation นั้น คนแรก Bob Harris (Bill Murray) คือดารารุ่นใหญ่กลางคนที่ตกกระป๋องเดินทางมารับงานถ่ายโฆษณาในต่างประเทศ อีกหนึ่งคือหญิงสาววัยรุ่น Charlotte (Scarlett Johansson) ที่เดินทางติดตามสามีศิลปินมาทำงานถ่ายภาพ เมื่อสองคนเหงาที่โคจรมาเจอกัน ในเมืองศิวิไลที่เต็มไปด้วยแสงสี และความวุ่นวายของชีวิตที่ไม่เคยหลับอย่าง โตเกียว

ในแต่ละวัน Bob มักจะไปนั่งเดียวดายที่บาร์เล็กๆ ในโรงแรม จนกระทั่งได้มีโอกาสพบกับ Charlotte ในช่วงเวลาแห่งหนึ่ง ท่ามกลาง กำแพงด้านภาษา การสื่อสารที่แทบจะเป็นหอคอยบาเบลตระหง่านตั้งขวางระหว่างคนทุกคนในเมืองที่ไม่น่าเหงาอย่าง โตเกียว พร้อมกับสภาวะของตัวตนที่หายไป ความมั่นใจ หรือความฝันที่ควรจะเห็นมันหล่นหายไปจากตอนไหนก็ไม่รู้ ทั้งสองกำลังอยู่ใน สภาวะที่ไม่รู้ว่าทั้งคู่นั้นยืนอยู่ตรงไหน ไม่รู้ว่าในแต่ละวันจนถึงพรุ่งนี้จำต้องทำอะไร ต้องเดินไปทิศทางไหน

ตัวตนที่หล่นหาย แล้วยังต้องมาอยู่ในที่แห่งหนึ่งที่ ไร้ซึ่งการสื่อสารและเข้าใจ ความเหงา โดดเดี่ยวก็เกิดขึ้นเป็นทวีคูณ เกิดเป็นการพูดคุย เข้าอกเข้าใจ และเดินทางผ่านช่วงเวลาแห่งความเหงาในแต่ละวันไปด้วยกัน

แน่นอนว่าสถานะของ Bob และ Charlotte นั้นจะเห็นชัดเจนว่าทั้งคู่ ต่างก็มีครอบครัว หรือคนสำคัญอยู่ข้างๆ แต่ละหว่างที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว และขาดซึ่งสิ่งเหนี่ยวนำในบางอย่างเช่นตัวตน ความฝัน และศรัทธา มันไม่แปลกที่คนทั้งสองจะเกิดความสัมพันธ์ในสถานะที่เรียกว่า “ใครสักคน”

เพราะเหตุผลที่ Lost in Translation สื่อสารมานั้น แม้ทั้งคู่จะมีครอบครัว หรือคนข้างๆ แล้วก็ตาม แต่สิ่งที่พวกเขาขาดก็คือ “ใครสักคนที่เข้าใจ”

ความสวยงามของ Lost in Translation คือการนำเสนอรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่เหมือนเพื่อนหรือมากกว่านั้น แต่ไม่ฉาบฉวย เป็นความสัมพันธ์ที่ปราศจากเงื่อนไข หรือข้อผูกมัด แต่สถานะนั้นก็นำพาให้อีกฝ่ายสามารถเล่าทุกอย่างที่อยากเล่าโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าเรื่องเล่านั้นจะมีผลกระทบต่อกันและกันในความสถานะความสัมพันธ์, แม้ว่าในตอนจบ รอยจูบ การกระซิบ เพื่อบอกอะไรบางอย่างของ Bob ที่ทำให้น้ำตาขอ Chalotte ต้องไหลออกมาก่อนจะแยกย้ายจากกัน โดยที่เราไม่รู้ว่าประโยคนั้นคืออะไร มันก็ยังบอกกับเราได้ชัดเจนอยู่ดีกว่า ไม่ว่าสถานะของทั้งคู่เป็นยังไง แต่ Love is All Around

มุมกล้อง เรื่องราว ดนตรี และการใช้เสียง Ambient ของภาพยนตร์นี้ต้องยกให้ Sofia Coppola ที่สามารถใช้เสียงของเมืองมาเป็นกำแพงของความเหงา ปิดกั้น และสร้างบริบทของ Lost in Translation ให้ทรงพลัง

คะแนน 9/10

daydevthailand@gmail.com

เขียน Blog นี้ตั้งแต่ อายุ 22 เที่ยวมาแล้ว 22 จังหวัด ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ชอบดูหนัง ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.