Home / Latest  / Metropolis (1927) หัวใจ, สมอง และสองมือ

Metropolis (1927) หัวใจ, สมอง และสองมือ

Metropolis เมืองล่าหุ่นยนต์ เป็นภาพยนตร์ไซไฟ จากประเทศเยอรมนี ผลงานของ Fritz Lang บอกเล่าเรื่องราวการแบ่งชนชั้นวรรณะของหลากชีวิตในอนาคต

ประโยคที่น่าสนใจของภาพยนตร์เงียบ ขาวดำ อย่าง Metropolis นั้นน่าจะเป็นประโยคนี้:

“Head and hands need a mediator. The mediator between head and hands must be the heart!” – Metropolis

หรือแปลตรงๆ ก็คือ:

“สมอง และสองมือต้องการตัวกลาง, ตัวกลางระหว่างสมอง และสองมือ ก็คือหัวใจ” – Metropolis

ฉากหน้าของภาพยนต์ Sci-Fi ที่ขึ้นชื่อว่ายอดเยี่ยมในยุค 1927 จนกระทั่งพ่ายแพ้ตามยุคสมัยให้กับ “2001: A Space Odyssey (1968) ไขปริศนาของเอกภพในเชิงปรัชญา” อย่าง Metropolis นั้นในหน้าฉากของความหวือหวาที่เรารับชมต้องคิดว่า นี่คือภาพยนต์ 80 ปีที่แล้ว แล้วเนื้อหา และปรัชญาที่ปรากฏใน Metropolis คือเรื่องราวการบอกเล่าจากมุมมองของคน 80 ปีก่อนที่มองโลกมายังปัจจุบัน (ซึ่งมันก็ใกล้ความจริงพอตัว) กับความโอ่อ่าหรูหราของมหานคร Metropolis แบบยิ่งใหญ่โอฬารตามสไตล์ของเยอรมนี (German Expressionism [1]) จัดฉากผ่านแสงเงาที่ตัดกันกลมกลืน และในความหรูหรานั้นก็มีความเป็น Distopia ที่แสนสิ้นหวังซ่อนอยู่ในหลืบเงาของมหานครแห่งนั้น

ภาพสะท้อนของความต่างทางชนชั้น

Metropolis เปิดฉากของเมืองแห่งนี้ผ่านกิจกรรมแต่ละวันของชนชั้นล่างที่ถูกกําหนดด้วยเสียงหวูดเข้าออกโรงงาน ภายใต้ภาพรโหฐานของตึกอันทรงพลัง 

หากมองแกนเรื่องหลวมๆ เราจะพบว่า Metropolis นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนสองกลุ่มที่เกิดความขัดแย้ง ในเมือง และทั้งสองกลุ่มเองก็มีภาพสะท้อนผ่านหน้าที่ของเมืองได้อย่างชัดเจน กลุ่มแรกที่เราเห็นคือกลุ่มของชนชั้นแรงงานที่อาศัยในเมืองใต้ดิน ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบของโรงงาน กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยได้เห็นแสงเดือนแสงตะวัน ความเป็นปัจเจกถูกแทนที่ด้วยตัวเลขแทนการขานชื่อ (เป็นแนวทางของหนัง Sci-Fi ยุคหลังหลายเรื่อง) อากับกิริยาระหว่างชนชั้นดังกล่างดูไม่แตกต่างกันประหนึ่งหุ่นยนต์ไขลานใช้นาฬิกาเป็นตัวบอกเวลาเพียง 2 ช่วงคือ เข้ากะ และหมดกะ มีหน้าที่เพียงสับค้นโยกและทําตามคําสั่งของเครื่องจักร ชนชั้นที่พูดถึงอีกส่วนคือชนชั้นสูง

หากมองขึ้นไปบนยอดตึกอันเป็นสถานพํานักของเหล่านายทุนและนัก เหล่านายทุน นั่งบริหาร ใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า เสพสุขสำราญอยู่ใต้แสงแดดท้องฟ้าบนตึกสูงยิ่งใหญ่ โดยอาศัยกลไกจากกลุ่มชนชั้นล่างคอยขับเคลื่อนตัวเมืองไปข้างหน้า และนำเงินทุนจากการบริหารไปจ่ายแก่คนชั้นล่างที่ว่าให้ทำหน้าที่ต่อไป แม้พวกเขาจะใช้ชีวิตหรูหรา แข่งกีฬา เสพสุขสำราญ แต่โดยนัยแล้วพวกเขากลับไม่รู้เลยว่าเครื่องจักรที่พวกเขาต่อรองธุรกิจด้วยนั้นมอบอะไรแก่พวกเขา เป็นการทำธุรกิจที่ไร้ซึ่งเป้าหมาย

Fritz Lang สร้างความขบขันให้กับเจ้าเครื่องจักรที่คอยควบคุมมนุษย์ชั้นล่าง ให้เป็นเช่นเป็นดังเทพเจ้าโดยออกแบบใบหน้าให้แก่มันและชื่อที่อ้างถึงเทพเจ้าแห่งการลงทัณฑ์ “Moloch” และอิทธิฤทธิ์ที่สำแดงเดชแก่มนุษย์ก็คือ ความบาดเจ็บจากอุบัติเหตุของการเข้าทำงานสับคันโยกของเครื่องจักรให้ดูสลดหดหู่ ประหนึ่งการลงทัณฑ์หากไม่เคารพยำเกร็ง Moloch ผู้เป็นประหนึ่งของเทพเจ้า เกิดเป็นแรงขับเคลื่อนพลังคลื่นใต้น้ำของมนุษย์ชั้นล่างที่พร้อมระเบิดแก่ชนชั้นบนอย่างชิงชัง

หุ่นยนต์ที่ไร้หัวใจ

นอกเหนือจากประเด็นของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นล่าง และชนชั้นสูง เราจะเห็นแกนเรื่องหลักที่ซ่อนเร้นคือการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์แอนดรอยด์ ที่ชื่อ Maria ที่ดูผิวเผินอาจจะไม่มีพิษมีภัยแต่เอาเข้าจริง Maris คือสัญลักษณ์ที่จะบอกเราได้ชัดเจนว่า หุ่นยนต์หรือสิ่งที่ปราศจากหัวใจ ก็คือความหายนะประเภทหนึ่งเมื่อ Maria คือหุ่นยนต์ที่ต้องการจะยึดครองมหานครแห่งนี้ โดยการล้างบางชนชั้นทั้งสูงและต่ำ

Johann (Joh) Fredersen นักธุรกิจดังผู้ได้ชื่อว่าผู้ปกครองตัวจริงแห่งมหานคร Metropolis ได้ทราบว่า มีกลุ่มคนงานกลุ่มหนึ่งประชุมลับภายใต้สุสานใต้พื้นดิน จึงชวน Erfinder C.A. Rotwang (The Inventor) นักประดิษฐ์ผู้ไร้ซึ่งเมตตา และแสนชั่วร้ายเข้าไปในช่องทางลับสู่สุสานใต้ดิน จนได้พบว่า เหล่าคนงานที่ว่า มีการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่ากรรมชีพทั้งหลายโดยมีแกนนำคือ Maria (Brigitte Helm) หญิงสาวผู้บอกเล่าคำทำนายถึงคนกลาง (Mediator) ที่จะเชื่อมโยงสันติให้แก่คนชั้นล่าง และชนชั้นนายทุนเข้าหากันจะปรากฏตัวขึ้น

Fredersen เห็นภาพการณ์ดังว่าก็คิดว่า Maria จะเป็นเสี้ยมหนามและทำให้อำนาจการปกครองในเมือง Metropolis สั่นคลอนเพราะสามารถรวมพลังของคนชั้นล่างไว้ได้ ซ้ำลูกชายของ Fredersen อย่าง Freder Fredersen เองก็ดูจะหลงเสน่ห์ของ Maria เข้า Fredersen จึงต้องสั่งให้ Rotwang จับตัว Maria มาแล้วสร้างหุ่นยนต์ Maria ปลอมโดยขึ้นแบบจากแอนดรอยด์ สร้างความสับสนให้กับ Freder ปนสงสัยเกี่ยวกับหญิงที่เขาเคยหลงรัก

หุ่นยนต์ Maria ที่ถูกมาแทนที่สร้างความโกลาหลไปหมด บนพื้นดินภายเมืองอันแสนรโหฐาน Maria ยั่วยวนชายหนุ่มทั้งหมดภายในเมือง (ภาพของการซูม Close Up ใบหน้าซ้อนกันบอกถึงตัญหาและความปรารถนาได้แจ๋วในยุคนั้น) ผ่านการเต้นระบำหลอกล่อให้ลุ่มหลงมัวเมา และ เมื่อ หุ่นยนต์ Maria ปรากฏกายยังใต้ดิน ก็ปลุกระดมให้เหล่าคนงานกรรมชีพให้ทำลายเครื่องจักร และลุกขึ้นปฏิวัติ

เมื่อเครื่องจัก Moloch ถูกทำลายไป ภายใต้ความยินดีปรีดาของเหล่ากรรมกร หารู้ไม่ว่าเมื่อสูญสิ้น Moloch เครื่องจักรที่ระงับภัยพิบัติที่จะเข้าสู่เมือง เขื่อนที่ถูกควบคุมอยู่ก็ไร้ซึ่งการยับยั้งเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่สู่มหานคร และการต่อสู้ ของ Freder ที่เข้าไปช่วยเหลือ Maria ตัวจริงให้หลุดจากการจองจำ พร้อมบทการลงทัณฑ์ของ Rotwang  และ หุ่นยนต์ Maria ซึ่งตัวหลังถูกสะท้อนผ่านความชิงชังของฝูงชนทั้งสองวรรณะ โดยการจับเธอเผาทั้งเป็นจนรู้ว่าเป็นนี่คือหุ่นยนต์ที่ไร้ซึ่งหัวใจ

Freder ได้กลายเป็นตัวกลางผสานให้ ชนชั้นแรงงาน และนายทุน ให้ช่วยเหลือกันผ่านอุทกภัยครั้งใหญ่ เรียกร้องขอให้ระบบที่เป็นอยู่มีคนกลางขึ้นมา โดยตัวแทนของคนกลางที่ว่าคือ Freder ชายผู้เข้าอกเข้าใจผู้ทุกข์ยาก และ อยู่ในระบบของชนชั้นนายทุน หรือพูดตรงๆ Freder เปรียบได้กับคนที่มี “หัวใจ” ซึ่งตรงกับประโยคข้างบนของหนัง

“The mediator between head and hands must be the heart!  
หัวใจคือตัวกลางระหว่างสมอง และสองมือ”

น่าขันไปใหญ่อีก Fritz Lang จงใจจะบอกเล่าตอนท้ายว่าความรัก หรือหัวใจของ Freder ได้ช่วยชีวิต Maria ตัวจริงและช่วยปกป้องมหานคร Metropolis ให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งคนสองชนชั้น ถ้าลองตีความแล้ว มันน่าขันตรงที่ Lang เลือก Freder ที่เปรียบเสมือน “คนชั้นกลาง” ที่เป็น “คนกลาง (Mediator)” ไกล่เกลี่ยคนชั้นสูงให้เกิดความเข้าอกเข้าใจคนชั้นล่าง จนทำให้ระบบที่ปฏิบัติกันมามีหัวใจ ซึ่งไม่ใช่ ชัยชนะของการลุกขึ้นปฏิวัติของกลุ่มคนชั้นล่างเลยแม้แต่น้อย มันช่างเสียดสี และแยบยลยิ่งนักแล

Freder

Freder

เกล็ดเพิ่มเติม Metropolis เคยเข้ามาฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2546 เป็นภาพยนตร์ฉายปิดงานเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพ ครั้งที่ 1 (World Film Festival of Bangkok 2003) ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  บรรเลงดนตรีโดยวงออเคสตราจาก วิทยาลัยดุริยางคศิลป์มหาวิทยาลัยมหิดล [2]

[1] “German Expressionism”, https://www.tate.org.uk/art/art-terms/g/german-expressionism, ลัทธิสำแดงพลังอารมณ์แบบเยอรมัน เป็นแขนงของลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน โดยนายหน้าค้างานศิลปะที่ชื่อว่า Paul Cassirer มีกระแสการทำงานศิลปะที่ต้องการเน้นย้ำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) และลัทธิประทับใจ (Impressionism)

[2] ตารางภาพยนตร์ World Film Festival of Bangkok 2003, “https://www.siamzone.com/movie/news/1535

POST TAGS:

daydevthailand@gmail.com

อาจารย์มหาวิทยาลัยสายไอที แต่ชอบเสพศิลป ชอบดูหนัง เรียกว่าเนิร์ดหนังก็ได้ ชอบ ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog เว็บนี้เขียนมาตั้งแต่อายุ 22 เมื่อก่อนเดินทางบ่อยมากตอนนี้นั่งดูหนังแล้วมารีวิวแบบ critics movie แทน

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.