Home / Horror  / Midsommar 2019 เทศกาลสยอง แปลก เหวอ สยอง ทุกอย่างไม่ซอฟท์เมื่อเป็นพาสเทล

Midsommar 2019 เทศกาลสยอง แปลก เหวอ สยอง ทุกอย่างไม่ซอฟท์เมื่อเป็นพาสเทล

Midsommar เทศกาลสยอง ผลงานภาพยนตร์เรื่องที่สองจากผู้กำกับและเขียนบทโดย Ari Aster ที่พาเราไปพบความหลอนกลางวันแสกๆ สีพาสเทล

ผลงานหลอนขึ้นหิ้งอย่าง ‘Hereditary’ กรรมพันธุ์นรก ที่เล่นเอาเสียงเดาะลิ้นให้เราผวา สร้างความน่ากลัวกับเรายังไง Ari Aster เลือกสร้าง Midsommar ขึ้นมาเพื่อจะบอกคนดูเกี่ยวกับงานศิลปะด้านภาพ ผ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นท่ามกลางแสงอาทิตย์สาดส่อง เรื่องราวของเทศกาลประหลาดที่เกิดขึ้นในสวีเดน เมืองที่เวลากลางคืนมีน้อยกว่ากลางวัน และใส่ความสยอง หลอน ประสาทให้กับคนดู

คำเตือนมีสปอยล์

ว่าด้วยเรื่องของหนังสยองขวัญ ว่าต้องมีขนบธรรมเนียมแบบไหน?

  • อยู่ในสถานที่ปิดที่ดูไม่ปลอดภัย
  • ความมืด เสียงโหยหวน วังเวง
  • ฉากโผล่มาแว๊บๆ หรือ ผีตุ๊งแช่ให้สะดุ้ง Jump Scare

ถ้า Michael Haneke เคยฉีกขนบของเรื่องที่พูดมาข้างต้นใน Funny Game ที่ความโหดไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่สว่าง ซ้ำทำตัวละครอย่างเด็ก ที่น่าจะเป็นฝ่ายรอดชีวิตในหนังให้เป็นผู้ตายคนแรก และ เอาความ Surreal ของ Alejandro Jodorowsky ในภาพยนตร์ “The Holy Mountain (1975) หุบเขาศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตอมตะ ศิลปะบนความเสื่อม” ในฉากตอนจบมาไว้กับ รีโมต มหัศจรรย์ในตำนานยังไง Ari Aster เองก็ลองเลือกแนวทางที่ไปตาม Micheal Haneke แต่ฉีกรูปแบบให้ดูห่างไกลเพื่อไม่ให้เป็นงานอ้าง References ของการ Anti ธรรมเนียมหนังสยองขวัญตามนั้น

ดังนั้น Ari Aster  จึงเลือกที่จะนำเสนอความหลอน และสยอง สร้างภาพยนตร์สยองขวัญในบรรยากาศ

  • ที่สว่างสดใส ย้อมภาพสีพาสเทล
  • มีชุดแต่งกายสะอาดสะอ้าน
  • ภาพฝันที่ดูสดใส จินตนาการที่ดูอบอุ่นภายใต้แสงแดดรำไร ต้นไม้ ขุนเขา ดอกไม้ ต่างร่ำร้องเพลงเต้นระบำ

ประกอบกับ

  • ฉาก Gore (ถูกใจซาดิสม์) ให้เห็นจะๆ (ปล. ฉากโหดแต่ละฉากไม่สามารถทำอะไรผมได้ ซ้ำหลายๆ ฉากดูเป็นของปลอมด้วยซ้ำ แต่เหมือนผู้กำกับจงใจ, ซึ่งภาพความรุนแรงแม้จะทำอะไรผมไม่ได้ แต่ก็สร้างความอึ้ง เงียบ เหวอได้ทั้งโรง แล้วไปเพิ่มความหลอนสยองต่อในเรื่องอื่นๆ ที่ผมกับ หลอน และแขยง เหวอในช่วงหลังๆ)

เรื่องราวของกลุ่มนักศึกษาหลุ่มหนึ่ง โดยเน้นที่ตำละครหลักคือ Dani (Florence Pugh) หญิงซึมเศร้าวิตกจริตมีปมปัญหาชีวิต ที่กระท่อนกระแท่นในความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มที่แทบไม่ได้สนใจ หรือใส่ใจเธอเลยอย่าง Christian (Jack Reynor) แต่ด้วยความซึมเศร้า และ Dani เปรียบเหมือนหญิงที่ไม่สามารถทำไรได้นอกจากพึ่งผู้ชาย ตามที่หนังพยายามเล่าให้เราเห็นจากสถานการณ์ ก็เลยตกลงปลงใจที่จะเดินทางกับแฟนหนุ่มและเพื่อนๆ Josh (william jackson harper) และ Mark (Will Poulter)

ไปท่องเที่ยวพร้อมทั้งทำวิทยานิพนธ์พิธีกรรมโบราณในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกลของประเทศสวีเดนบ้านเกิดของเพื่อนต่างชาติอย่าง Pelle (Vilhelm Blomgren) ในดินแดนที่มีปรากฎการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน กับความสว่างไสว และประเพณีเทศกาลขอบคุณแสงอาทิตย์ 9 วัน ซึ่งกว่าจะรู้ภายหลังก็สายไปแล้วเมื่อทุกคนตกอยู่ในวงล้อมของลัทธิบูชาความตายแสนป่าเถื่อน

ดินแดนสีสันสดใส ผู้คนในหมู่บ้านที่แต่งกายสวยงามสะอาดสะอ้านพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร และ พิธีกรรมกลางฤดูร้อนอันแสนประหลาดในหมู่บ้านชนบทบ้านเกิดของ Pelle ผ่านมุมกล้องแสนสวย เปรียบเหมือนภาพวาดงานศิลป์ แต่ละองค์ประกอบเรื่องเล่ามีนัยยะ ภาพที่เราเห็นเกี่ยวกับภาพวาดพิธีกรรมทำเสน่ห์ ที่ต้องตัดขนเพชร และ ฉี่ลงถ้วยแก้วให้ชายดื่ม ปรากฏในแผ่นผ้าใบ สัญลักษณ์แฝงในทุกองค์ประกอบ มันทำให้ในบางฉากเล่นเอาเราแขยงจากภาพที่ติดตาตรงนั้น กับสิ่งที่เกิดกับตัวละคร

แม้เรื่องจริงพิธีกรรมนี้จะมีจริง หรือไม่จริงยังไงในสวีเดน แต่ Ari Aster เลือกจะสร้างให้มันเป็นหนังสยองขวัญ และความสยองนั้นไม่ใช่มาจากภาพความรุนแรง แต่มันคือ พฤติกรรม และกิจกรรมที่คนในหมู่บ้านเหล่านั้นแสดงออกมา ตั้งแต่ การบูชาความตายอย่างมีเกียรติ์ของผู้ชราภาพ ที่เล่นจะจะ เสียงโอดครวญร่ำไห้ของหญิงที่ติดตามราชินีของเทศกาล ไปจนถึงเสียงกระเส่าของการสืบพันธ์เพื่อเลือกชีวิตใหม่โดยที่ต้องสืบพันธ์โดยคนนอกอย่างที่ Christian โดนนั้น เพราะเทศกาลนี้จะเกิดขึ้น 90 ปีครั้ง เกิดขึ้น เพียง 9 วัน หมู่บ้านดังกล่าวเป็น Incest ร่วมเพศวงษาคณาญาติ จนเลือกชิดมากๆ เกิดผู้ทำนายล่าสุดที่มีใบหน้าพิกลพิการเป็นคนกำหนดชะตา แก่ผู้เสียสละ ซึ่งไอ้เลือดชิดนี่แหละที่ Pelle ต้องไปล่อ Christian มามีอะไรกับน้องสาวตัวเองเพื่อ ยืดระยะเลือดชิดให้ยาวออกไป

สำหรับ Dani ในตอนสุดท้าย เป็นนัยยะแอบแฝงรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าไม่แน่ใจว่าเธอเสียสติไปแล้วจากเทศกาลหลอนครั้งนี้ หรือจริงๆ เธอได้ปลดปล่อยตัวเองจากสิ่งที่เป็นอยู่ เพียงคนที่หาที่พึ่งที่วันนี้เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร และหลุดออกจากวังวงของความชอกช้ำ จากทุกสิ่ง ยืนหยัดบนดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืนบนความงามหลอนๆ จากสมุนไพร และความป่าเถื่อนของทุกคนเมื่อต้องปล่อยของแบบหมู่ออกมา

ความโดดเด่นคือดนตรีเครื่องเสียงและเครื่องสังเคราะห์ที่โหยหวยจนหลอนโสตประสาท และ อย่างที่บอกไว้ฉากรุนแรงยังไม่ถึงขั้น แต่ไอ้ที่ทำให้ขนลุก และสยองนั้นคือความแปลก จากพฤติกรรมของคนในหมู่บ้าน และบรรยากาศไม่น่าชวนไว้วางใจตลอดทั้งเรื่อง

ทั้งที่มันก็สว่างสดใสในสไตล์พาสเทล

คะแนน 7.5/10 ชอบความอาร์ทจ๋า และความเหวอแปลกสยอง

POST TAGS:

daydevthailand@gmail.com

อาจารย์มหาวิทยาลัยสายไอที แต่ชอบเสพศิลป ชอบดูหนัง เรียกว่าเนิร์ดหนังก็ได้ ชอบ ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog เว็บนี้เขียนมาตั้งแต่อายุ 22 เมื่อก่อนเดินทางบ่อยมากตอนนี้นั่งดูหนังแล้วมารีวิวแบบ critics movie แทน

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.