Home / Action  / [PR] Cold Pursuit 2019 แค้นลั่นนรก 14 มีนาคม นี้ในโรง!

[PR] Cold Pursuit 2019 แค้นลั่นนรก 14 มีนาคม นี้ในโรง!

Cold Pursuit แค้นลั่นนรก เนลส์เป็นหัวหน้าครอบครัวที่สงบสุขและสันโดษ เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายทำงานขับรถกวาดหิมะในช่วงฤดูหนาว แต่แล้วลูกชายของเขากลับถูกฆาตกรรมโดยเจ้าพ่อค้ายาเสพติดเมื่อชีวิตที่ไม่มีอะไรจะเสีย เขาได้เลือกเส้นทางแห่งการชำระบาปและการล้างแค้น

ขอต้อนรับสู่เมือง “คีโฮ” อากาศอันหนาวเหน็บด้วยอุณหภูมิ -10 องศา ที่นี่เป็นเมืองสกีรีสอร์ท ท่ามกลางหุบเขาร็อกกี้ ที่นี่เป็นเมืองเงียบสงบ ตำรวจท้องที่ไม่คุ้นเคยกับคดีอุกฉกรรจ์ แต่แล้วก็มีคดีการถูกฆาตกรรมลูกชายของคนขับรถกวาดหิมะอย่าง Nels Coxman (Liam Neeson) ซึ่งเป็นการออกคำสั่งของ Trevor ‘Viking’ Calcote (Tom Bateman) พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ ด้วยความแค้นและอาวุธครบมือ เนลส์ ได้ออกไล่ฆ่าแก๊งอันธพาลทีละคนๆ โดยอาศัยความรู้ ความเข้าใจของการฆ่าคนจากนิยายฆาตกรรม ในขณะที่ศพเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การกระทำของเนลส์ได้เป็นการจุดชนวนก่อให้เกิดสงครามระหว่างแก๊งผู้ค้ายาเสพติด ของ Viking และ White Bull (Tom Jackson) มาเฟียชนเผ่าอินเดียนแดง จากเมืองที่เงียบสงบจะกลายเป็นเมืองที่เดือดระห่ำ เต็มไปด้วยเลือดในชั่วพริบตา

รอยเลือดบนหิมะ

ผู้กำกับ ฮานส์ เพทเทอร์ โมแลนด์ และ เลียม นีสัน แท็กทีมกันในภาพยนตร์ แอ็คชั่น ทริลเลอร์ ที่เป็นส่วนผสมของการล้างแค้นสุดเยือกเย็น และ อารมณ์ขันร้าย

“มันคือการผสมผสานของการล้างแค้น ความรุนแรง และอารมณ์ขันร้าย” – Liam Neeson

“กระป๋องที่เต็มไปด้วยหนอน” นี่คือคำที่เลียม นีสัน เลือกอธิบายให้กับคาแรกเตอร์ของเขาต่อความรุนแรงในภาพยนตร์ของ ฮานส์ เพทเทอร์ โมแลนด์ ในความรุนแรงและการจิกกัดทางด้านอารมณ์ขันในเรื่องนี้ “คาแรกเตอร์ของผมเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งการล้างแค้น แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต่อไปเขาต้องเจอกับอะไร” นีสัน กล่าว “เขาคิดแค่ว่าเขาออกไปตามล่าคนแค่คนเดียวที่ฆ่าลูกชายของเขา แต่แท้จริงแล้วจากหนึ่งคนกลายเป็นอีกคน และไปอีกเรื่อยๆ จนเกิดความโกลาหลแห่งการล้างแค้นและความรุนแรง และมันยังแฝงไปด้วยมุกตลกด้านมืด ผมหวังว่าคุณจะจินตนการมันออกนะ”

เรื่องราวการล้างแค้นเกิดขึ้นโดย ตัวละคร เนลส์ ค็อกซ์แมน ผู้ขับรถกวาดหิมะ ในโคโรราโด สกีรีสอร์ท แห่งเมืองคีโฮ เนลส์ ค็อกซ์แมน เพิ่งได้รับรางวัลเป็นพลเมืองดีเด่นประจำปี ในฐานะที่เขาคอยกวาดหิมะเปิดทางให้กับเมืองนี้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตที่สงบสุขของเขาได้กลายเป็นชีวิตแห่งการล้างแค้นในแบบฉบับมือสมัครเล่น เมื่อลูกชายของเขาได้ถูกฆาตกรรม ซึ่งเป็นการชี้ตัวที่ผิดพลาดโดยแก๊งอันธพาลเพราะยาเสพติดได้หายไป

สิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับกับการฆ่าคน มาจากการอ่านนิยายฆาตกรรม ค็อกซ์แมนได้เลื่อยปืนไรเฟิลของเขาให้มีขนาดสั้นลงเพื่อให้สามารถพกพาไปได้ในเสื้อโค้ทของเขา ไม่น่าเชื่อว่าการฆ่าของเขาจะเป็นการไปกระตุกชนวนให้เกิดสงครามขึ้นระหว่างแก๊งค้ายาใหญ่ทั้งสองกลุ่ม

หลังจากการเข้าฉาย ภาพยนตร์ของ ฮานส์ เพทเทอร์ โมแลนด์ ในเรื่อง In Order of Disappearance หนังได้รับการเปรียบว่าอยู่ในระดับเดียวกับเรื่อง Fargo ของ ผู้กำกับพี่น้องโคเอน รวมไปถึงได้รับคำชมอย่างท่วมท้น และประสบผลสำเร็จในแง่รายได้ด้วย แฟนหนังบางกลุ่มยังยกย่องเรื่องบท ไดอะล็อกของบทภาพยนตร์ว่ายอดเยี่ยมเหมือนกับภาพยนตร์ของ เควนติน ตารันติโน่ในหนังเรื่องแรกๆ ของเขา แต่โมแลนด์ก็ไม่ได้หลงไปกับคำยกยอ เพราะเขาเองก็มีแนวทางที่ชัดเจนของเขา เขาได้รับแรงบันดาลใจจากหนังฮอลลีวูดยุคเก่า “ผมเกิดมาในยุคและผมรักในหนังของ บิลลี่ ไวลด์เดอร์” โมแลนด์ กล่าว “ผมรักในความดำมืดของหนังและอารมณ์ขันที่ขัดแย้ง มันคือความส่วนผสมที่เข้ากันได้ดี ดังนั้นเมื่อผมได้โอกาสได้รีเมคภาพยนตร์เรื่อง In Order of Disappearance ในแบบฉบับภาษาอังกฤษ (ต้นฉบับเป็นภาษานอร์เวย์) ภายใต้ชื่อใหม่ว่า Cold Pursuit ผมจึงตกลงที่จะทำมันอีกครั้ง”

ไอเดียของการให้โมแลนด์กลับมากำกับภาพยนตร์ของตัวเองนั้นมาจากโปรดิวเซอร์อย่าง ไมเคิล แชมเบิร์ก ผู้ที่เคยมีผลงานอย่าง Pulp Fiction, Out of Sight และ Get Shorty เขามักจะรู้เสมอเมื่อมันมีหนังแนวอาชญากรรมที่สดกว่า ใหม่กว่า “สิ่งที่ดีที่สุดในอาชีพของผมคือการได้ทำงานร่วมกับคนเก่ง” แชมเบิร์ก กล่าว เมื่อตอนที่ผมได้ดู In Order of Disappearance ผมรู้ว่ามันมีทุกสิ่ง และไม่ต่างอะไรกับ Cold Pursuit ผู้ชมจะให้ความสนใจกับตัวละคร ทุกคนจะพอใจกับซีนแอ็คชั่นที่พวกเขาบรรจงใส่ลงไป และยิ่งไปกว่านั้นจะเซอร์ไพรส์ว่ามันมีมุกตลกได้ถึงขนาดนี้ มันคือภาพยนตร์ที่มีจุดกึ่งกลางที่ลงตัว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องให้เขากลับมากำกับเรื่องนี้ นอกจากนั้นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดคือการที่เราจะได้เห็น เลียม นีสัน ในบทบาทแอ็คชั่นมันระห่ำ พร้อมทิศทางใหม่ที่ผู้ชมไม่เคยเห็นมาก่อน

นอกจากนี้มันยังเป็นเรื่องราวของความซับซ้อนที่มีการหักมุมไปมาของตัวละครอื่นๆ คนแรกคือตัว “ไวกิ้ง” (Viking) พ่อค้ายาเสพติดที่แสนโรคจิต นำแสดงโดยนักแสดงยอดเยี่ยมอย่าง ทอม เบทแมน และอีกคนหนึ่งคือ ไวท์บูล (White Bull) แสดงโดยนักแสดงแคนาดาระดับตำนานอย่าง ทอม แจ็คสัน ซึ่งจะมารับบทเป็นชาวอินเดียนแดง ชาวพื้นเมืองของที่นี่ เขาเป็นหัวหน้าเผ่าสุดโหดนี้ “ทุกคนเป็นคนเลว มันไม่มีคนดีในหนังเรื่องนี้เลย คุณเริ่มจากตรงนั้น จากนั้นคุณต้องมานั่งถอดรหัสแล้วล่ะว่าใครจะเลวกว่ากัน” แจ็คสัน กล่าว “คุณจำเรื่อง The Wild Bunch ได้มั้ย หนังเรื่องนี้มันเป็นอย่างนั้นเลย มันมีความบันเทิง และแน่นอนคุณจะได้เห็นเลือดเป็นแกลลอนสาดลงไปบนหิมะอันขาวผ่องนั้นแน่นอน”

สำหรับงานรีเมคครั้งนี้ โมแลนด์ได้ดึงทีมงานหลักทีมงานเดิมมาร่วมทำงานกับเขาด้วย แต่ก็ยังมีทีมงานหน้าใหม่ด้วยเช่นกัน ผู้เขียนบท แฟรงค์ บอลวิน คือหนึ่งในนั้น นอกจากนี้ยังได้นักแสดงหญิงสมทบอย่าง ลอร่า เดิร์น ในบทภรรยาของเนลส์ เอ็มมี่ รอสซัม ในบทบาทตำรวจหญิงเก่ง และ จูเลีย โจนส์ ในบท อดีตภรรยาของหัวหน้าแก๊งค์โรคจิตอย่างไวกิ้ง “ในหนัง ตัวละครหญิงทุกตัวคือคนที่ฉลาดเพียงพอที่จะไม่เข้าไปใกล้กับแก๊งพวกผู้ชาย ไม่เข้าไปใกล้ความโง่เง่าของพวกเขา” โมแลนด์ กล่าวติดตลก “ผู้ชายในหนังเป็นพวกอีโก้สูง พวกเขาจริงจัง  บางทีจริงจังเกินไปอาจทำให้ตัวเองตายได้ง่ายๆ”

แรงบันดาลใจของบทหนังแต่แรกเริ่มนั้นมาจากความคิดที่ค่อนข้างซีเรียส “ไอเดียแรกมาจากความคิดที่ว่า ถ้าลูกของผมตายโดยไม่ทราบเหตุผลที่แน่นอน และ เขาอาจจะโดนฆาตกรรม ผมจะแค่นั่งยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นเท่านั้นเหรอ หรือ ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วมันจะนำพาเราไปสู่วังวนแห่งความรุนแรงที่เข้ามาอย่างหนักหน่วงหรือไม่ มันคือแก่นหนังที่ค่อนข้างหนักแต่มันก็เหมาะกับด้านตลกได้เช่นกัน” โมแลนด์ กล่าว “ผมพยายามไม่ทำให้หนังมีขีดจำกัดด้วยประเภทของหนัง (Genre) ประเภทใดประเภทหนึ่ง ประเภทของหนังมันผสมผสานกันได้ เราสามารถผสานความน่ากลัวเข้าไปกับเรื่องโศกได้ และมันก็ตลกได้ เหมือนกับชีวิตคนเรานั่นแหละ”

ผลลัพธ์ที่ออกมา คือความแปลกใหม่ ภาพยนตร์ที่มาพร้อมฉากแอ็คชั่น ถ่ายภาพด้วยบรรยากาศอึมครึม และแฝงไปด้วยไดอะล็อกที่ทำให้ทุกคนขำได้

“นี่คือเหตุผลที่เราต้องเลือกโมแลนด์มากำกับ” แชมเบิร์ก กล่าว “ความผสมผสานนี้มันไม่มีใครทำออกมาได้สมดุลเท่าเขาอีกแล้ว มันไม่ใช่หนังการล้างแค้นทั่วไป มันคือหนังแห่งความแค้น มันคือหนังแอนตี้ความรุนแรง โดยที่มันคือหนังแห่งความรุนแรง”

เมืองคีโฮ

เมืองอเมริกันตะวันตก (คาวบอย) แห่งยุคปัจจุบัน  ฉากหลังที่สมบูรณ์แบบของความเยือกเย็นและการล้างแค้น

“ด้วยเพราะสถานที่ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นห่างไกลจากโลกภายนอกมาก มันเลยทำให้สถานที่แห่งนี้เหมือนหลุดมาอีกโลกหนึ่ง” – แฟรงค์ บอลด์วิน –

“ธรรมชาติไม่เคยหยุดทำให้เราทึ่งเลย” เลียม นีสัน กล่าวถึงสถานที่ถ่ายทำของภาพยนตร์เรื่อง Cold Pursuit “มันมีบางครั้งที่เราต้องไปถ่ายทำบนเทือกเขา ผมคิดในใจไปพลางๆ ว่า คนดูคงไม่อยากมองหน้าผมในหนังหรอก คนดูเค้าต้องมองดูภูเขาอายุพันล้านปีเบื้องหลังผมอยู่แน่ๆ”

งานสร้างได้ใช้เวลา 4 สัปดาห์แรกในการถ่ายทำบนภูเขาที่ชื่อว่า เม้าท์ ฟอร์เทรส ต่อสู้กับสภาพอากาศที่เลวร้าย ที่อยู่สูงกว่า 2000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล เพื่อที่จะถ่ายทำซีนอันสวยสดงดงามลงบนจอภาพยนตร์ “มันมีบางวัน” โมแลนด์หัวเราะ “ที่คุณถามตัวเอง ว่าเราลากทีมงานทุกคนขึ้นมาเจอวิบากกรรมไปกับเราทำไม แต่แล้วเมื่อคุณได้กลับไปดูฟุตเทจที่คุณถ่ายมาทั้งหมด คุณจะรู้ทันทีเลยว่ามันคุ้มค่าเกินกว่าที่คิด”

ในจอภาพยนตร์ เบื้องหน้าที่คุณเห็นคือเมืองคีโฮ เมืองที่สงบเงียบ เมืองนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเป็นสกีรีสอร์ท แต่เบื้องลึกมันจะเต็มไปด้วยความคละคุ้งของกลิ่นคาวเลือดและความโกลาหล

ในการถ่ายทำ การที่ขึ้นไปบนที่สูงแบบนั้น ในตอนเช้ามันมีความเงียบสงบ “จากนั้นมันจะมีพายุหิมะตกกระหน่ำ และ อื่นๆ อีกมากมาย” นีสัน กล่าว “มันงดงามมากจริงๆ แล้วมันก็หนาวเย็นยะเยือก ซึ่งมันเหมาะกับการถ่ายทำมาก เราต้องการให้บรรยากาศของหนังเย็นยะเยือกอย่างที่มันเป็น เราต้องการความยากลำบากในบางครั้ง แต่เมื่อสิ้นสุดคิวการถ่ายทำ ในช่วงเย็นบรรยากาศก็กลับมาสงบอีกครั้ง มันทำให้การถ่ายทำหนังเรื่องนี้สนุกและเพลิดเพลินดีมาก”

สำหรับโมแลนด์ นอกเหนือจากสภาพอากาศที่ผันแปรหนักหน่วงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของแสงแดดก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ให้กับเขาอีกเช่นกัน สำหรับนักแสดงคนอื่นๆ เสื้อผ้าหนาชิ้นเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงาน แต่สำหรับ เลียม นีสัน แล้ว การที่เขาเคยมีประสบการณ์ขับรถยกของหนักในสมัยวัยหนุ่ม กลับมามีประโยชน์ในการสร้างหนังเรื่องนี้ ด้วยการที่เขาสามารถขับรถกวาดหิมะได้อย่างชำนาญเลยทีเดียว

“กับหนังเรื่องนี้ ผมต้องขับรถกวาดหิมะถึง 3 คันด้วยกัน” เลียม กล่าว “เรามีคนสอนที่เก่งมาก เขาขับให้เราดูแล้วเราก็ทึ่งกับความสามารถและพละกำลังของรถคันนี้ เมื่อคุณเข้าไปอยู่ในตัวรถ คุณจะสัมผัสได้ถึงความทรงพลังของมัน เหล็กกล้าที่อยู่ใต้ท้องรถ สิ่งนี้มันสามารถสวาปามหิมะข้างทางแล้วพ่นออกไปสูงกว่า 50 เมตร มันคือเครื่องจักรกลที่สวยงามและผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ขับมัน ด้วยเวลาเพียงไม่นาน ผมถึงกับเคารพคนที่ทำอาชีพนี้ เขาทำหน้าที่เคลียร์ท้องถนนให้กับประชาชนทุกคน”

“สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดอย่างหนึ่งของการได้ดูหนังของ โมแลนด์ ในต้นฉบับ คือการที่สถานที่ที่เกิดเรื่องราวนั้นห่างไกลมาก มันทำให้ดูเหมือนว่าเรื่องราวที่เกิดนั้นเหมือนหลุดออกมาอีกโลกหนึ่ง” บอลด์วิน กล่าว “ผมอยากเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในหนังเรื่องนี้ ผมชอบที่มันทำให้เราเห็นว่ามันไม่ได้มีกฎธรรมดาทั่วไปใช้กับสถานที่แห่งนี้ เพราะมันห่างไกลจากโลกปกติมาก ดังนั้นความห่างไกลจึงเป็นสิ่งสำคัญกับเรื่องนี้ที่ทำให้คุณต้องกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นมาเอง และนั่นคือความคลาสสิคแห่งหนังประเภทอเมริกันตะวันตก (ยุคคาวบอย)

อาชญากรพลเมือง

เลียม นีสัน เป็นคนที่แสดงในภาพยนตร์หลากหลายบทบาท แต่ถึงขนาดนั้น Cold Pursuit ก็เป็นการยกระดับบทบาทการแสดงของเขาขึ้นไปอีกระดับ

“มันคือเรื่องราวระหว่างพ่อและลูก และความซับซ้อนของความสัมพันธ์นั้น” – เลียม นีสัน

มีนักแสดงอยู่ไม่กี่คนหรอกที่ประวัติการทำงานนั้นจะมีตั้งแต่ การได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากเรื่อง Schindler’s List ไล่ไปจนถึงแสดงในบทเจได, ตัวร้ายในเรื่องแบทแมน  ไปจนถึง ให้เสียงพากย์สิงโต ด้วยเครดิตการแสดงมากว่า 126 เรื่อง นักแสดงในวัย 66 ปี เพิ่งจะมาพลิกบทบาทครั้งสำคัญจากการประสบความสำเร็จในบท ไบรอัน มิลส์ ในเรื่อง Taken ในภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อที่ตามปกป้องลูกสาวและล้างแค้นกับคนที่ทำให้เธอต้องตกอยู่ในอันตราย ฟังแล้วก็มีความเหมือนกับ Cold Pursuit อยู่ไม่น้อย

“ในแง่หนึ่งคือ เรื่อง Cold Pursuit นั้นเป็นหนังคลาสสิคแห่งการล้างแค้น” เลียม นีสัน กล่าว “แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจเรื่องนี้มากที่สุดคือเรื่องอารมณ์ขันอันดำมืดในหนังเรื่องนี้ หรือดั่งที่ผู้กำกับได้กล่าวไว้ว่า “นี่คือบทบาทของ เลียม นีสัน ที่คุณไม่เคยเจอจากที่ไหน มันพิเศษมาก มันเป็นการแสดงที่แปลกใหม่”

 

บทสัมภาษณ์ เลียม นีสัน

Q ระหว่างการผสมผสานของประเภทหนัง และ การเป็นหนังรีเมคจากหนังนอร์เวย์ คุณชอบอะไร แล้วอะไรทำให้คุณมาร่วมงานในหนังเรื่องนี้

A ผมได้รับบทมา ไม่สิ…นั่นก็เป็นการโกหก ผมเคยพูดมันตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว มันเริ่มมาจาก ไมเคิล แชมเบิร์ก ผมเคยร่วมงานกับเขามาก่อน เขาเป็นโปรดิวเซอร์ที่เก่งมาก เขาขอให้ผมไปดูหนังนอร์เวย์เรื่อง In Order of Disappearance แล้วผมก็ไปดู ผมคิดว่ามันดีเลยล่ะ แล้วเขาก็บอกผมว่าเขาอยากทำมาให้กับตลาดอเมริกา เขาถามผมว่าผมอยากที่จะแสดงดูมั้ย ผมก็ตอบว่าสนใจ มันเป็นหนังลุ้นระทึกแห่งการล้างแค้น แล้วก็มีตัวร้ายที่น่าสนใจ พร้อมกับอารมณ์ขันที่แปลกใหม่

Q คุณบอกอะไรเกี่ยวกับตัวละครของคุณได้บ้าง

A ผมแสดงในตัวละครที่ชื่อว่า เนลส์ ค็อกซ์แมน เขาเป็นผู้ชายธรรมดาๆ แต่งงาน มีลูกชายในวัย 21 ปี เขาอาศัยอยู่ท่ามกลางเทือกเขาใหญ่ชานเมืองแห่งสกีรีสอทร์ทแห่งเมืองคีโฮ งานของเขาคือการขับรถกวาดหิมะเพื่อเปิดทางให้ผู้คนอื่นในเมืองสามารถเดินทางไปไหนต่อไหนได้ ในบทอธิบายตัวเขาว่าเป็นผู้เปิดอารยธรรมให้เข้ามา นั่นคือชีวิตของเขา นั่นคือสิ่งที่เขามีความสุข แล้วเขาก็ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นพลเมืองดีเด่นแห่งปี

Q จุดเปลี่ยนในชีวิตของเนลส์ คือการสูญเสียลูกชายไป คุณบอกอะไรกับเราได้บ้าง

A ทั้งสองสนิทกัน เนลส์ และไคล์ มันเป็นความสัมพันธ์แบบทั่วไป อาชีพของไคล์คือเป็นเด็กยกกระเป๋าที่สนามบิน ทุกอย่างดูปกติไปหมด จนกระทั่งเขาได้ตายไปด้วยเงื้อมมือของพ่อค้ายาเสพติด แล้วมันก็กลายเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ในครอบครัว เขาเสียทั้งลูก และภรรยาที่ทำใจไม่ได้เลย เธอตัดสินใจทิ้งเขาไป นั่นหมายความว่าเขาได้สูญเสียทั้งลูกชายและภรรยาในคราวเดียว แล้วมันก็กลายเป็นการส่งเขาเข้าไปสู่เส้นทางแห่งการชำระแค้น นั่นคือสิ่งเดียวที่เขาคิดออกว่าเขาต้องการความยุติธรรมบางอย่างให้เกิดขึ้น

Q คุณเคยแสดงในภาพยนตร์ล้างแค้นลุ้นระทึกมาก่อน ภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอี่นไหม

A ใช่ แน่นอนที่สุด เนลส์เขาไม่ใช่คนที่เตรียมพร้อมมาเพื่อเจอกับเรื่องแบบนี้ เขาไม่ได้มีความรู้ด้านการฆ่าหรือการใช้กำลังเลยแม้แต่น้อย เมื่อเนลส์เลือกเส้นทางเดินแห่งการล้างแค้น เขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังจะเป็นต้นเหตุให้ก่อชนวนสงครามระหว่างแก๊งค้ายา เขาคิดแค่ว่าจะตามล่าแค่คนเดียวที่ฆ่าลูกชายของเขาเท่านั้น แต่ความเป็นจริงชายคนนั้นก็ทำงานให้กับชายอีกคนหนึ่งที่ชื่อไวกิ้ง ไวกิ้งคุมที่หนึ่ง ส่วนไวท์บูลก็คุมอีกที่หนึ่ง เนลส์กลายเป็นผู้ที่อยู่ตรงกลางเรื่องทั้งหมดที่ได้กลายเป็นผู้ก่อให้เกิดสงครามล่าระห่ำเกิดขึ้น นอกจากนี้มันก็ยังฝังไปด้วยอารมณ์ขันด้านมืดผสมอยู่ หนังการล้างแค้นคลาสสิคที่ตัวร้ายมีมุมให้เราเห็นอย่างรอบด้าน

Q การได้ร่วมงานกับ ฮานส์ เพทเทอร์ โมแลนด์ และ การรีเมคหนังของเขาเองนั้นเป็นอย่างไร

A เขายอดเยี่ยมมาก เขามีเซ้นส์ของการทำหนังยุโรป เพราะเขาเป็นคนยุโรปนั่นแหละ แต่มีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขานิ่งมาก เขาเป็นคนที่เตรียมพร้อมดีมาก เขาเคยกำกับละครเวทีมาก่อน เขาเลยรู้ว่านักแสดงต้องเตรียมตัวอย่างไรมันทำให้เราทำงานกันง่ายขึ้น เขามีมุมมองและกล้าที่จะตัดสินใจ ผมไม่ลังเลเลยสักนิด ถ้าหากอนาคตรเราจะได้ทำงานร่วมกันอีก

ดับเบิ้ลแอ็คชั่น ดับเบิ้ลความมันส์

เพราะเหตุใด ฮานส์ เพทเทอร์ โมแลนด์ ถึงกลับมารีเมคหนังของตัวเอง

ในภาพยนตร์เรื่อง Cold Pursuit ฮานส์ เพทเทอร์ โมแลนด์ ได้เข้าร่วมกรุ๊ปของสุดยอดผู้กำกับที่ได้มีโอกาสการได้รีเมคหนังของตัวเอง “มีคนพูดว่าคุณต้องไม่รีเมคหนังของตัวเอง แต่เมื่อผมเก็บไปคิด ผมก็อยากถามกลับไปว่า ทำไมต้องไม่ล่ะ”

เฉกเช่นเดียวกับ ไมเคิล ฮานาเก้ จากเรื่อง Funny Games ทาเคชิ ชิมิซุ จาก The Grudge และ จอร์จ ซลุยเซอร์ ในเรื่อง The Vanishing ฮานส์ เพทเทอร์ โมแลนด์ จะมาทำภาพยนตร์ที่เดือดเลือดพล่านตลกดาร์คและการล้างแค้น จากภาพยนตร์ของเขาในปี 2014 เรื่อง In Order of Disappearance กลายมาเป็นภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของเขาใน Cold Pursuit “ไม่ใช่ว่าผมไม่พอใจกับต้นฉบับ” โมแลนด์ กล่าว “ผมมองมันเหมือนกับละครเวที สมมุติว่าผมกำกับมันสำเร็จและโด่งดังมากในออสโล และตอนนี้เขามีโอกาสได้ทำโปรดักชั่นใหม่ในบรอดเวย์สำหรับผู้ชมหน้าใหม่ พร้อมดารานักแสดงที่ยอดเยี่ยม มันเป็นโอกาสที่ผมปฏิเสธไม่ลง”

บทสัมภาษณ์ผู้กำกับ

Q คุณเคยบรรยายว่าขั้นตอนการสร้างภาพยนตร์เรื่อง In Order of Disappearance ว่าคือการเดินทางอันยาวนานของการประนีประนอม แล้วทำไมคุณถึงอยากกลับมารีเมคหนังเรื่องนี้อีกครั้ง

A ผมเกือบลืมไปแล้วว่าผมเคยพูดคำนั้น แต่ตอนนี้ผมคิดว่าการปล่อยให้ตัวเองได้เจอกับความท้าทายที่เรายังไม่เคยทำได้อย่างดีที่สุด ตอนไมเคิล แชมเบิร์ก ได้สิทธิ์หนังเรื่องนี้ไป เขาต้องการให้ผมรับหน้าที่กำกับอีกครั้ง ผมเคยคิดไว้ว่าผมยอมรับได้ถ้าคนอื่นจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ แต่การที่โปรดิวเซอร์ยืนยันอยากได้ผม ทำให้ผมถามตัวเองว่าทำไมถึงต้องไม่อยากทำ

Q การที่คุณเป็นคนนอร์เวย์ แต่เคยมีโอกาสได้มาอยู่ที่อมริกาถึง 11 ปี อะไรคือความต่างของอารมณ์ขันระหว่างสองชาติ

A แน่นอนว่าวัฒนธรรมนั้นต่างกันมาก แต่ก็มีหลายสิ่งที่เหมือนกัน บางคนบอกว่ามุขตลกของผมมันคือมุขตลกแบบสแกนดิเวีย แต่ผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าความตลกของผมนั้นมีความเป็นสากลอยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนมาจากที่ไหนในโลก เมื่อคุณได้เห็นสิ่งที่ผมนำเสนอคือธรรมชาติของมนุษย์ ความรู้สึกและความขัดแย้งต่อสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เราหลุดขำออกมา อีกอย่างคืองานของผมทั้งหมดนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์อเมริกันในยุค 70 80 จากหนังของ บิลลี ไวล์เดอร์ ถึงอารมณ์ขันร้ายและแบบเฉพาะในภาพยนตร์ของเขา

Q การได้นักแสดงอย่าง เลียม นีสัน ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก แน่นอนว่าเราเคยเห็นเขาในหนังการตามล่า แก้แค้นมาก่อน แต่เรื่องนี้มันแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ แล้วคุณจัดการอย่างไรกับความคาดหวังจากคนดูที่จะได้เห็นเลียม นีสัน บนจอภาพยนตร์เรื่อง Cold Pursuit

A ผมเข้าใจดีเลยว่า การที่เราได้เลียม นีสัน มาร่วมแสดงนั้น ผู้คนคาดหวังจะได้เห็นอะไร เขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม และใน Cold Pursuit เป็นสิ่งที่เขาอยากจะทำด้วย ผมดีใจมากที่ได้ร่วมงานกับเขา นี่เป็นหนังที่คุณไม่เคยเจอเขาในบทไหนมาก่อน มันพิเศษมาก ความต่างคือปกติเราจะไม่ได้เห็นการตามล่าเพื่อช่วยลูกสาว ไม่มีลูกชายให้ต้องช่วยอีกต่อไป เพราะในเรื่องนี้ลูกชายของเขาตายไปแล้ว ดังนั้นความแค้นและความเสียใจต่อการสูญเสีย ซึ่งมันรุนแรงกว่าทุกเรื่องกว่าที่คุณเคยเจอมา

เรื่องราวเล่าขานบนหิมะ

ผู้เขียนบทภาพยนตร์ แฟรงค์ บอลด์วิน ได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญ : ดัดแปลงภาพยนตร์นอร์เวย์สุดระทึกให้กลายเป็นแบบฉบับอเมริกัน โดยให้มันมีทั้งความรู้สึกอันตราย และ ความตลก อยู่ในนั้น

การที่จะมาเล่าเรื่องของตัวละครอันมากหน้าหลายตาไม่ใช่เรื่องง่าย นี่ไม่ใช่เป็นเพียงการเจอหน้ากันเท่านั้น แต่การเจอกันนั้นมันต้องแสดงออกถึงปัญหาที่กำลังปะทุอยู่ภายใน แต่โชคดีที่ได้ผู้ที่เคยเขียนนิยาย และ ปัจจุบันหันมาจับงานเขียนบทภาพยนตร์อย่าง แฟรงค์ บอลด์วิน มาร่วมงานตั้งแต่แรกเริ่ม ไมเคิล แชมเบิร์ก โปรดิวเซอร์ ได้เลือกเขาเข้ามาร่วมทีม และสิ่งแรกที่บอลด์วินต้องทำ คือการไปชมภาพยนตร์ของ โมแลนด์ ใน In Order of Disappearance จากนั้นเขาต้องเรียบเรียงจินตนการใหม่เพื่อให้กลายเป็นหนังในแนวทางอเมริกันตะวันตก เมื่อบทภาพยนตร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง สิ่งที่ต้องทำคือการคงไว้ซึ่งโทนของหนังและมุกตลก เช่นเดียวกับการเพิ่มเติมสิ่งใหม่เข้าไปเช่นความเป็นอเมริกันตะวันตก

บทสัมภาษณ์กับผู้เขียนบท – แฟรงค์ บอลวิน

Q เรื่องราวของ เนลส์ ค็อกซ์แมน มีสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายนอกจากการทวงหาความยุติธรรมใช่มั้ย

A ใช่ มันมี จริงๆ แล้วมันมีอีกหลายชั้น ที่ซ่อนอยู่ในหนังของ โมแลนด์ สำหรับผมมันสำคัญมากที่จะไม่ทิ้งความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่แล้วแปลงให้มันเป็นความอเมริกัน ยกตัวอย่างสิ่งที่สำคัญ เช่น ฉากที่ เนลส์ต้องลักพาตัวลูกของตัวร้ายของเรื่อง และต้องทำในสิ่งที่เขาทำให้กับลูกชายของเขาไม่ได้ นั่นคือการปกป้องและให้ความปลอดภัยกับลูก นี่คือจุดใหญ่ของเรื่อง นี่เป็นการแก้ไขในสิ่งที่เขาเคยทำพลาดไป

Q เนลส์เป็นชายที่พยายามไถ่บาปให้ตัวเองมาตลอด แต่หลังจากลูกตาย สิ่งที่พรั่งพรูหลังจากนั้นมาจากไหน

A สิ่งที่ทำให้ผมโฟกัสกับตัวละครของเนลส์ได้เสมอคือเรื่องราวแบคกราวด์ชีวิตของเขา ในหนังเราเห็นว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดา เป็นพลเมืองดีเด่นในดินแดนที่ห่างไกล เขาแทบจะไม่มีตัวตนในสายตาของใครเลย แต่แท้ที่จริงแล้วเบื้องลึกของเขาคือ พ่อของเขาก็เคยเป็นแก๊งอันธพาล พี่ชายของเขาก็เป็นด้วยเช่นกัน มันมีความรุนแรงในสายเลือดของเขาอยู่แล้ว แต่เขาเลือกที่จะหันหลังให้มัน แล้วเอาความรุนแรงที่เขามีนั้นไปใช้กับการขับรถกวาดหิมะ เขาเลือกเส้นทางที่ดีและไม่อันตรายมาเสมอ แต่เมื่อสุดท้ายแล้วเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาต้องเลือกเส้นทางเส้นใหม่ที่อันตราย ในระยะบั้นปลายของชีวิตแล้ว และกลายเป็นว่าเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน นั่นแหละคือความอันตรายที่แท้จริง คุณไม่มีวันรู้เลยว่าคนประเภทนี้จะไปได้สุดแค่ไหน

Cold Pursuit กำหนดฉาย 14 มีนาคม

บริษัทจัดจำหน่าย โมโนฟิล์ม อำนวยการสร้าง ไมเคิล เดรเยอร์ (The Commuter, Bastille Day) ควบคุมงานสร้าง ไมเคิล แชมเบิร์ก (Pulp Fiction, Django Unchain)

กำกับ ฮานส์ เพทเทอร์ โมแลนด์ (In Order of Disappearance) เขียนบท แฟรงค์ บอลด์วิน แสดงนำ เลียม นีสัน (Taken, Non-Stop) เอ็มมี รอสซัม (The Phantom of the Opera, The Day After Tomorrow)

POST TAGS:

daydevthailand@gmail.com

เขียน Blog นี้ตั้งแต่ อายุ 22 เที่ยวมาแล้ว 22 จังหวัด ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ชอบดูหนัง ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.