Home / Adventure  / The Ballad of Buster Scruggs 2018 ลำนำอันขำขื่นแห่งดินแดนตะวันตก

The Ballad of Buster Scruggs 2018 ลำนำอันขำขื่นแห่งดินแดนตะวันตก

ภาพยนตร์น่าสนใจใน Netflix ช่วงนี้ก็คงยกให้ The Ballad of Buster Scruggs ลํานําของบัสเตอร์ สกรั๊กส์ ผลงานตลกร้ายในดินแดนตะวันตกของพี่น้อง Coenยกนิ้วให้กับพี่น้องโคเอน (Coen Brothers) ทั้ง Ethan Coen และ Joel Coen ที่ต้องขอคาราวะบท และการสร้างหนังอันเจ็บแสบตั้งแต่ ระดับตำนานอย่าง No Country for Old Man (2005), Fargo (1996), The Big Lebowski (1998) และ True Grit (2010) 

ที่เน้นเรื่องของความเป็นปัจเจกแสนธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาได้ ในรอบนี้ สองพี่น้อง ทั้ง Joel และ Ethan ได้ร่วมกันเขียนบทออกมาในภาพยนตร์ที่ฉายเฉพาะ Netflix อย่าง The Ballad of Buster Scruggs ลํานําของบัสเตอร์ สกรั๊กส์ ผ่านบรรยากาศของดินแดนตะวันตก คาวบอย อินเดียนแดง การดวลปืน และการแสวงโชค ซึ่งถ้ามองให้ดีจะเห็นว่า ในบทแต่ละตอนที่ถูกแบ่งออกเป็น 6 ตอนสั้นๆ ในภาพยนตร์ความยาว 2 ชั่วโมงกว่านี้นั้น ล้วนมีนัยแฝงผ่านสาสน์ที่พี่น้อง Coen ส่งต่อให้กับผู้ชม อีกทั้งเหมือนเป็นการคารวะเหล่าผู้คนในยุคบ้านป่าเมืองเถื่อนช่วงก่อสร้างประเทศเหล่านั้นว่าพวกเขาต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้าง

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ The Ballad of Buster Scruggs หรือ ลํานําของบัสเตอร์ สกรั๊กส์ นั้นเป็นเรื่องสั้น 6 เรื่องที่ไม่ได้ประติดประต่อกันในแต่ละเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นมาแต่อย่างใด เพียงแค่แต่ละเรื่องราวนั้นจะมีการเล่าเรื่องที่คาดเดาไม่ค่อยจะได้ ไม่รู้ชะตากรรมของตัวละคร และจบลงที่ตลกร้ายที่แสบสันขำขื่น ผ่านหน้าหนังสือเก่าๆ ที่ชื่อ The Ballad of Buster Scruggs ชื่อเดียวกับตัวภาพยนตร์เอง และชื่อเดียวกับตอนที่ 1 ของเรื่อง โดยแต่ละตอนที่ปรากฏมักจะมากับภาพประกอบที่บอกเล่าว่าเรากำลังจะได้พบกับเรื่องราวอะไรในแต่ละตอน พร้อมทั้งจบลงด้วยคำถามแฝงข้อคิดแสนยียวน ผสมความตลกร้ายที่แสบสันตามสไตล์ของพี่น้อง Coen

  • คำเตือน: Spoil Alert มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์!
  • คำเตือน 2: มุมมองและการวิจารณ์นี้เป็นเพียงมุมมองของผู้เขียนที่วิเคราะห์ขึ้นมาตามความเข้าใจของเนื้อเรื่อง

ตอนที่ 1: The Ballad of Buster Scruggs : มีขึ้นมีลง ธรรมดาของชีวิต

เป็นเรื่องราวของ Buster Scruggs (Tim Blake Nelson) สิงห์ปืนไวเลื่องชื่อทั้งความไวของปืน และความไพเราะของเสียงเพลงที่เขาขำขาน ใบหน้าสำอางค์ เรียบง่าย ยิ้มแย้ม สะอาดสะอ้านแตกต่างกับคาวบอยคนอื่นๆ สะท้อนความโดดเด่นของตัวเขาเอง ที่มาพร้อมกับเรื่องราวความวุ่นวายเมื่อค่าหัวของเขาที่ติดตัวไปทุกๆ ที่ทำให้ที่ไหนที่เขาไปมักจะมีเรื่องราวบานปลาย ขยายความให้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ผ่านเสียงเพลงบรรเลงชื่นหูที่ขัดแย้งกับความรุนแรงระดับ A++ ที่ปรากฏในหนังพร้อมความเทพของตัว Buster Scruggs ที่ไม่ยี่หระต่อปัญหาใดๆ และด้วยเรื่องราวที่บานปลายนี้เองที่ทำให้ สุดท้าย Buster Scruggs ต้องพบกับยอดฝีมืออีกคนที่สมน้ำสมเนื้อ เพียงเพราะอยากเทียบฝีมือ

เป็นตอนที่เป็นการเปิดเรื่องที่น่าสนใจสุดๆ ด้วยการคุมพลังของเรื่องด้วยตัวแสดงนำที่มาเหนือ และเป็นตอนที่สอนให้เราได้รู้ถึงสัจธรรมของดินแดนตะวันตก ซึ่งจริงๆ ก็ทุกที่จนถึงยุคนี้ว่า ยังมีคนที่เก่ง และเหมือนเราอยู่บนโลกใบนี้ ดังนั้นชีวิตที่มีการเติบโต ดวงขึ้น วาสนานำพา มากมายยังไง ก็อย่าลืมคิดถึงช่วงเวลาที่เราต้องลงจากอำนาจเหล่านั้น หรือคิดถึงตอนจบของมันไว้ด้วยก็ดี

ตอนที่ 2: Near Algodones : ชีวิตคือความไม่แน่นอน และเรื่องตลกร้ายที่เราต้องพบเจอ

ว่าด้วยภาพเปิดของตาแก่ที่มีกระทะติดตามตัวในหน้าหนังสือ แล้วก็โยงเข้ามาที่ คาวบอยหนุ่มไร้ชื่อที่พยายามจะปล้นธนาคารแห่งหนึ่ง (James Franco) ใกล้เมือง Algodones ที่อยู่ไกลปืนเที่ยงแต่ก็มีข่าวลือว่าเป็นธนาคารที่ปล้นยากที่สุด เมื่อชายหนุ่มเดินเข้าไปยังประตูธนาคาร ชายชราตรงหน้าของเขาคือเจ้าหน้าที่การเงินที่รับมือโจรได้ทุกประเภท? อย่าดูถูกไป ตอนนี้เป็นการบอกถึงความไม่แน่นอนของชีวิตที่เราจะต้องเจอ ใครจะไปรู้ว่าตาแก่ตรงหน้านั้นมีเทคนิคที่แพรวพราวเป็นโชคร้าย ใครจะไปรู้ว่าชีวิตจะต้องโดนแขวนคอให้ตาย แล้วก็รอดเพราะดินเดียนแดงเข้ามาขัดจังหวะเจ้าหน้าที่ ชีวิตรอดจากถูกอินเดียนแดงฆ่า เพราะโชคดี ชีวิตที่โชคดีที่บังเอิญมีคนต้อนวัวมาช่วย และสุดท้ายก็ก็ต้องมาโดนแขวนคออีกครั้งในเมืองเพราะ ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนขโมยวัว

ชีวิตมันตลก และไม่ค่อยยั้งมือกับเราแบบนี้เสมอแหละ แต่…

อย่างน้อยๆ ก่อนสิ้นชีพ คาวบอยหนุ่มก็ยังมีโอกาสได้เห็นความงามตรงหน้า ซึ่งก็สอนเราให้เรียนรู้ว่า แม้ว่าโลกจะเล่นตลกกับความไม่แน่นอนซวยซับซ้อนกับเรายังไง อย่างน้อยมันก็มีเรื่องดีๆ ให้เราเห็นอยู่บ้าง มองโลกในแง่ดีเข้าไว้เถอะ

ตอนที่ 3 Meal Ticket : หมดรัก

เป็นตอนที่เล่าเรื่องผ่านกลุ่มคนอื่นที่ไม่ใช่คาวบอย แต่เป็นกลุ่มของนักแสดงเร่ร่อน ขนคาราวานเที่ยวให้ความบันเทิงแก่ผู้คนทั้งหลายในแต่ละเมือง ผ่านชายพิการไร้แขนขา (Harry Melling) ที่มีวาทศิลปเล่าเรื่องทั้ง การเมือง บทกลอน ความรัก เรื่องขำขัน สร้างความบันเทิงแก่ผู้รับชม และ ชายชราผู้ดูแล (Liam Neeson) ที่บอกถึงความสัมพันธ์ของชายทั้งสองคนโดยเราไม่ต้องทราบที่มาที่ไปแต่อย่างใด เพราะตอนนี้จะมีหลายๆ เหตุการณ์ที่บอกใบ้ถึงสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ช่วย และ ศิลปินพิการ อย่างตรงไปตรงมา และระดับความรักความลำบากที่พลังของนักแสดงสองวัยในตอนนี้ส่งเสริมกัน ชายชราบทพูดน้อยนิดกับความลำบากใจเมื่อการแสดงของเพื่อศิลปินนั้นไม่ได้สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำเหมือนก่อนลำพังเศษเหรียญเล็กน้อยประทังชีวิต กับศิลปินพิการที่ใช้เพียงสีหน้าและแววตาตลอดเรื่องในการบอกถึงความรู้สึกที่ยากจะอธิบายแต่สามารถทำให้คนดูเข้าใจ

และบทช่วงท้ายแววตาของศิลปินผู้น่าสงสาร และรอยยิ้มของชายชรา ณ สะพานข้ามแม่น้ำเข้าเมือง ก็บอกถึงความรักของเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากที่หมดลงเหมือนก้อนหินที่ไม่มีวันลอยขึ้นจากแม่น้ำ ทิ้งไว้เพียงความคาดเดาของไก่นับเลขได้ที่สร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชมมากมาย

เป็นตอนที่สอนถึง ความสัมพันธ์ในช่วงลำบาก บทสนทนาของ ชายชรา กับโสเภณีสาว ที่ถามว่า เพื่อนของคุณเคยมีความรักไหม แล้วชายชราก็ได้ตอบว่า “Once” เคยครั้งนึง เป็นการบอกเป็นนัยว่า พวกเขาเคยรักกันอาจจะในฐานะเพื่อน แต่เมื่อยามลำบาก และยังต้องดูแลศิลปินพิการที่ไม่สร้างเงินได้แล้วก็ ความรักก็หมดลงได้ ความสัมพันธ์ของคนอยู่ที่การผ่านเรื่องราวลำบากด้วยกันมา แต่บางครั้งความรักเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เราผ่านความลำบากเหล่านั้นไปได้ และนั่นคือปริศนาของความสัมพันธ์ในชีวิตของคนเรานั่นเอง

ตอนที่ 4 All Gold Canyon : ความหวัง คือพลังของชีวิต

เป็นตอนที่มีการถ่ายทำโลเคชันที่สวยงามที่สุดว่าด้วยชายชรานักแสวงโชค (Tom Waits) ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแรงใจ และความหวังในการขุดหาทองคำ ตามลำธาร โดยไม่สนถึงสังขารของตนเอง เป็นตอนที่มีการเล่าเรื่องน้อยที่สุด ใช้นักแสดงน้อยที่สุด

สิ่งที่ได้จากฉากอันสวยงามของตอนนี้คือ เรื่องของ พลัง ความฝัน และแรงใจที่ทำให้ชายชราคนหนึ่งไม่ลดละที่จะค้นหาสิ่งล้ำค่าอย่างทองคำ นอกจากเรี่ยวแรงที่อ่อนล้าไปตามวัย ที่สวนทางกับแรงใจที่เต็มเปี่ยม ยังต้องหาทางรอดชีวิตเพื่อดิ้นรนจากภัยคุกคามมากมายของ ใครบางคนที่จับตามองการขุมทองครั้งนี้ตลอดเวลา

เป็นตอนที่สอนถึงการมีความหวัง ซึ่งความหวังที่จะมีชีวิตอยู่จะทำให้เราฝ่าฟัน อันตราย และดิ้นรนเพื่อจะได้ซึ่งรางวัลอันมีค่าของชีวิต ซึ่งความหวังที่เรามีนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นเด็ก คนหนุ่ม หรือ คนแก่ แต่ถ้ามีความหวังชีวิตในทุกวัยนั้นก็จะสามารถก้าวผ่านไปได้อย่างมีความหมายแน่นอน

ตอนที่ 5 The Gal Who Got Rattled : ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะให้ใครคอยชี้นำ

ในแต่ละตอนจะว่าด้วยเรื่องของผู้ชายทั้งหมด ผู้หญิงในดินแดนตะวันตกนั้นใช้ชีวิตยังไง? หากเคยดูหนังเรื่อง The Proposition (2005) จะพอเห็นว่าผู้หญิงในบ้านป่าเมืองเถื่อนนั้นเป็นเหมือน เครื่องประดับที่ไม่สามารถมีปากมีเสียงได้เลย ซ้ำไม่ได้เวอร์วังเก่งกาจเหมือน The Magnificent Seven (2016) เลยด้วยซ้ำ

เรื่องว่าด้วย Alice Longabaugh (Zoe Kazan) หญิงสาวที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงในดินแดนตะวันตก ณ บ้านป่าเมืองเถื่อน ที่ไร้ซึ่งปากเสียงใดๆ จากทุกๆฝ่าย ที่ต้องเดินทางไกลผ่านคาราวานที่แสนอันตรายจากเผ่าอินเดียนแดง เพียงเพราะพี่ชายเสนอให้ไปแต่งงานกับชายที่ไม่รู้จักต่างรัฐ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่าจะแต่งหรือเปล่า และตัวเองก็ไม่มีสิทธิ์จะออกเสียงอะไรได้

ซ้ำในเช้าวันหนึ่งพี่ชายของเธอได้ตายเพราะโรคห่าในขบวนเดินทาง เธอก็เหลือเพียง คาวบอยผู้ดูแล Billy Knapp (Bill Heck) และหัวหน้าขบวน Mr. Arthur (Grainger Hines) ผู้เงียบขรึม ที่พอจะช่วยเหลือเธอได้ ซึ่งการขอร้องของเธอกับ Knapp นี่แหละที่สะท้อนถึง ปัญหาของการเป็นเพศหญิงในถิ่นในยุคที่เพศชายวาดบรรเลง เพราะทุกปัญหาของเธอนั้นแทบจะต้องใช้ผู้ชายช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ โดนเด็กรับใช้ของพี่ชายโกงเงิน เจ้าหมาน้อยตัวผู้ที่ชื่อประธานาธิปดีเพียชร์สร้างความลำบากใจให้กับเธอ เงินก้อนสุดท้ายที่ถูกฝังไปกับศพของพี่ชาย บทสนทนาทั้งหมดระหว่าง Longabaugh และ Knapp เป็นการสะท้อนถึง การถูกผู้ชายชี้นำให้ทำตาม แม้แต่เรื่องแต่งงานที่เธอเองยังไม่สามารถฟันธงจากความรู้สึกของตัวเองได้เลย

ช่วงท้ายที่เธอต้องเจอกับเหล่าอินเดียนแดง โดยมี Mr. Arthur ผู้ดูแลมือเก๋าคอยช่วยเหลือเป็นฉากจบตอนที่แสบสันสุดๆ ที่จิกกัดชีวิตของหญิงที่ถูกชายชี้นำ แม้กระทั่งช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย คำชี้นำและอิทธิพลของผู้ชาย หรือผู้อื่นก็ยังครอบงำเธอ สุดท้ายลงเอยที่ประโยคเรียบๆว่า “Mr. Arthur ก็ไม่รู้จะบอก Mr. Knapp ว่ายังไงดี”

เป็นตอนที่สอนถึงความเป็นตัวเอง บางครั้งเราปล่อยให้หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเรา แม้กระทั่งผู้อื่นที่เราเองก็ไม่ได้ชอบมาคอยชี้นำเรา จนกลายเป็นว่าเราเริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง ซึ่งหลายครั้งสถานการณ์มันจะบีบคั้นให้เราต้องตัดสินใจทุกที

ตอนที่ 6 The Mortal Remains ปลายทางของชีวิต

เป็นตอนที่แปลกที่สุด ว่าด้วยเรื่องที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ปรากฏบรรยากาศของคน 4 คนที่ตื่นขึ้นมาพูดคุยกันบนรถม้า ประกอบด้วย นักล่าสัตว์ Trapper (Chelcie Ross) หญิงสูงศักดิ์ Lady (Tyne Daly) คนฝรั่งเศส Frenchman (Saul Rubinek) คนไอริช Irishman (Brendan Gleeson) คนอังกฤษ Englishman (Jonjo O’Neill) คนขับรถม้า และ ศพ บนรถม้า กับบทสนทนา ที่พูดคุยกันว่าด้วยเรื่องของ การมีชีวิต ความเป็นความตาย บทสนทนา และบทเพลงที่สร้างบรรยากาศความฉงน

อาจจะเป็นตอนที่เข้าใจยากแต่หากตีความเราะจะเริ่มเห็นเฉลยว่า คนขับรถม้าปริศนาคือใคร โรงแรมที่พวกเขาทั้งหมดในรถม้าต้องเข้าไปในตอนท้ายที่ไหนสักแห่ง ที่แม้แต่ หญิงสูงศักดิ์ คนล่าสัตว์ หรือศพไร้นาม ก็ต้องเข้าไปยังโรงแรมแห่งนั้น เป็นการสอนถึงมุมมองความตายที่เราทุกคนต้องเตรียมพร้อม เพราะมันคือปลายทางของชีวิต เป็นตอนที่คงความไม่ไว้วางใจในแต่ละพฤติกรรมของตัวละครมากที่สุด และเมื่อดูจบก็ถือว่าเป็นตอนที่เจ๋งดีเนื่องจากปรากฏแค่บทสนทนาแต่สามารถเล่นอารมณ์คนดูได้ทั้ง ตลก ซึ้ง สยอง ระแวง ได้รวมกัน

สุดท้ายทุกชีวิตก็ต้องพบปลายทางเดียวกัน และละลิ้งความเป็นตัวเองในช่วงสุดท้ายของการชีวิต, เพียงแค่ใน The Ballad of Buster Scruggs พี่น้อง Coen สามารถทำแทรกความเป็นตลกร้ายได้เจ็บอีกเมื่อ 3 ชีวิตเดินวนเวียนชั้นล่างที่มืดมนของโรงแรม แต่ ยมทูต 2 ตนที่ลากศพนิรนามนั้นกลับลากศพขึ้นไปยังชั้นบนที่แสนสว่างเจิดจ้า

คะแนน 10/10 นับว่าเป็นหนังคาวบอยแปลกๆ สไตล์พี่น้อง Coen ที่เล่าเรื่องได้เทพ และ ขำขื่น ระทมปนฮาได้เจ็บแสบ

ชอบตอนไหนที่สุด: Meal Ticket, The Gal Who Got Rattled, Near Algodones ตามลำดับ

ใครมีบัญชี Netflix ก็กดดูเลย https://www.netflix.com/watch/80200267

daydevthailand@gmail.com

อาจารย์มหาวิทยาลัยสายไอที แต่ชอบเสพศิลป ชอบดูหนัง เรียกว่าเนิร์ดหนังก็ได้ ชอบ ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog เว็บนี้เขียนมาตั้งแต่อายุ 22 เมื่อก่อนเดินทางบ่อยมากตอนนี้นั่งดูหนังแล้วมารีวิวแบบ critics movie แทน

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.