Home / Action  / The Last Castle (2001) ปราสาทย่อมมีกษัตริย์ได้เพียงองค์เดียว

The Last Castle (2001) ปราสาทย่อมมีกษัตริย์ได้เพียงองค์เดียว

เมื่อวีรบุรุษสงครามต้องมาพบจุดจบปั้นปลายชีวิตในการรับโทษของตนในคุกทหารที่ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุด สงครามของศักดิ์ศรีเกิดจึงขึ้นใน The Last Castle

จะบอกว่านี่คือภาพยนตร์แนวแอ็คชั้นเทียบเท่า The Rock ของ Jerry Buck Heimer ที่ขึ้นชื่อว่าวีรบุรุษต้องเข้าไปปฏิบัติภารกิจในคุกที่ขึ้นชื่อว่าหินที่สุด จำต้องแหกคุกหนีออกมาด้วยแผนล้ำๆ ก็คงต้องออกตัวว่า คุณจะไม่ได้พบกับสิ่งที่คิดไว้ข้างต้น The Last Castle (กบฏป้อมทมิฬ) คือหนังภาพยนตร์ที่ดูสนุก แต่ความสนุกนั้นไม่ใช่ฉากแอ็คชันแต่อย่างใด แต่กลับเป็นเรื่องของการต่อสู้ด้วยศักดิ์ศรี และสะท้อนความเป็นทหาร ได้อย่างเข้มข้น ประกอบกับพลังการแสดงของนักแสดงทุกคนที่ปรากฏในเรื่อง ภายใต้คุกที่ถูกเรียกว่า The Castle

เมื่อ Lt. Gen. Eugene Irwin (Robert Redford) นายพลระดับสามดาว ที่ยอมรับผิดว่าขัดคำสั่งเบื้องบนเป็นเหตุให้พลทหารภายใต้บังคับบัญชา 8 นายต้องเสียชีวิต โทษทางการทหารที่ว่าได้พานายพล Irwin ต้องมารับโทษในเรือนจำทหารที่ชื่อว่า Castle ที่ดูแลโดยพัศดีพันเอก Col. Winter (James Gandolfini) การต้อนรับขับสู้ด้วยการเชิดชูบูชาก่อนจะโดนหักหน้าให้อับอายตัวเองด้วยคำสั้นๆ เบาๆว่า  พันเอก Winter ไม่เคยออกรบ นั่นคือฉนวนเหตุที่ทำให้ ชีวิตภายใต้เรือนจำแห่งนี้เป็นอะไรที่ อันตราย และเกิดความไม่เป็นธรรม

นายพล Irwin เริ่มเห็นการใช้อำนาจในทางที่ไม่เหมาะสมของ พันเอก Winter จากร้ายกาจเล็กน้อยด้วยอุบายลูกบาสเก็ตบอล เพื่อหาเรื่องยิงกระสุนปืนพลาสติกเป็นการประกาศศักดิ์ศรีให้ นายพล Irwin ทราบ จนคุกคามเป็นการกลั่นแกล้งทีละนิดจนรุนแรงถึงระดับที่มีคนต้องเสียชีวิต

การกลั่นแกล้งของ พันเอก Winter  ที่เกี่ยวกับศักดิ์ศรีระหว่าง นายพล Irwin เกิดขึ้นตลอดเวลาและมาด้วยความลำบากทุกวิถีทาง เพื่อนายพล Irwin ออกไปจากคุก หรือ สงบลงเสีย แต่สิ่งที่พันเอก Winter ทำในแต่ละครั้งมีแต่จะท้าทาย และกระตุ้นให้นายพล Irwin ลุกขึ้นมาต่อสู้ และเรียกร้องให้ พันเอก Winter ลาออกจากตำแหน่ง บรรดาคนที่ถูกคุมขังอยู่ที่ The Castle ได้รับการปลุกระดมว่า ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้เป็นทหารอีกต่อไป …แต่ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่า พลังแห่งการต่อสู้ และความเป็นทหารของพวกเขาไม่เคยหมดไป

การเผชิญหน้าระหว่าง นายพล Irwin และ พันเอก Winter เปรียบเหมือนกับการเผชิญหน้ากันระหว่าง ผู้ทรงอำนาจเหมือนกษัตริย์ 2 องค์ที่อยู่ในปราสาทเดียวกัน

เมื่อสถานที่นี้หมดซึ่งเกียรติ์และความเป็นธรรมแก่เหล่าทหารที่ถูกคุมขัง นายพล Irwin จึงเริ่มสร้างกองทัพใหม่ ด้วยการให้ความเคารพในหมู่นักโทษทหารด้วยกัน และแผนการครั้งนี้คือการการสร้างความยุติธรรมครั้งใหม่ให้แก่ทุกคนใน The Castle

จะบอกว่าพลอตเรื่องแปลกไหม ก็อาจจะไม่แปลกแต่ในความธรรมดาที่ว่ามันมีเรื่องให้พูดถึงอยู่ครับ ในแง่ที่ว่า มันไม่ใช่การแหกคุกด้วยการสร้างสถานการณ์ ไม่ได้หวือหวาแบบ Escape Plan (2013) หรือ The Great Escape (1963) มันมีเรื่องที่น่าสนใจตรงที่ Irwin ไม่ได้แหกคุก แต่วางแผนยึดคุกเพียงเพื่อจะลดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของ Winter ทั้งที่รู้ว่าแม้ Winter จะลาออกไป ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็ยังคงอยู่ในสถานะของทหารที่ยังเป็นนักโทษ เพียงแค่การต่อสู้ที่ปรากฏใน The Last Castle นั้นคือการต่อสู้ของเกียรติ์ และศักดิ์ศรีมากกว่า และสุดท้ายหนังก็โยงความบันเทิงในช่วงท้ายให้ออกมาแบบสะใจคนดู จนลืมไปว่า ข้อบกพร่องของหนักเองนั้นก็มีอยู่เยอะมาก แต่เราก็จะลืมมันไป

บทส่งของนักแสดงทุกคนถือว่าดีเยี่ยม ตัวรองอย่าง Mark Ruffalo ในบทของคนที่ยืนลังเลตรงกลางอย่าง Yates เองก็ถือว่าดูมีมิติมากโข และมีอิทธิพลต่อหนังอยู่ไม่น้อย ไปจนถึงโดดเด่นมากในช่วงท้าย บทของ นาวิกโยธิน Aguilar (Clifton Collins Jr.) เองก็แสดงออกมาได้น่าสงสารจับใจ ที่ทำให้เราลืมข้อบกพร่องความไม่สมเหตุสมผลของหนังไป เหลือเพียงความบันเทิงที่ได้รับจากการชิงไหวพริบของ นายพล Irwin และ พันเอก Winter ไปโดยปริยาย

คะแนน 8/10 หาดูได้ใน Netflix https://www.netflix.com/title/60021639

POST TAGS:

daydevthailand@gmail.com

เขียน Blog นี้ตั้งแต่ อายุ 22 เที่ยวมาแล้ว 22 จังหวัด ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ชอบดูหนัง ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog

Review overview
NO COMMENTS

Sorry, the comment form is closed at this time.