Home / Thailand  / ผจญภัย ที่ อุทยานแห่งชาติ ภูสอยดาว ในวันป่าเปิด

ผจญภัย ที่ อุทยานแห่งชาติ ภูสอยดาว ในวันป่าเปิด

วันที่ 6 กรกฏาคม 2550 : รถตู้ได้เข้าสู่ตัวเมืองพิษณุโลก เวลา ตี 3 และได้บรรจบ อำเภอชาติตระการ เวลาหกโมงเช้าหลังจากหลงกันซักครู่นึง ก็ได้ตรงเข้าไป อำเภอน้ำปาดอีก 58 กิโลเมตร อุทยานแห่งชาติ “ภูสอยดาว” อยู่ตรงหน้าของเรา พอเสร็จสรรพเตรียมตัวยืดเส้นยืดสาย ก็ได้ขึ้นไปติดต่อลูกหาบหวังว่าหาอะไรลองท้องกินด้วย พี่เจ้าหน้าี่สุดสวย ก็ได้ทักว่า “โอโห พี่เป็นคณะแรกของปี 2550 เลยนะ เพราะเราเปิดภูเมื่อวันที่ 1 กรกฏานี้เอง”

คือ เมื่อเดือนก่อนมีกลุ่ม นักศึกษาได้มาติดต่อขอขึ้นภูแต่ขึ้นไม่ได้เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ด้านบน เลยนอนกันข้างล่างพวกเราก็ได้แต่อึ้งว่า ตกลง…เราเป็นกลุ่มแรกจาก

ความคิดของผมที่ว่าเราจะได้ แบ่งปันหรือยืมอะไรๆจากกลุ่มอื่นๆก็เ็ป็นอันสลายไป จะมีเพียงเรากลุ่มเดียว “ไม่เป็นไรหรอก ดีแล้ว จะได้เห็นเวลาป่าเปิดใหม่ๆไม่มีคนไปกวนมัน” เจ้าหน้าที่อีกคนตะโกนมาจากด้านหลัง
หลังจากชั่งน้ำหนัก กระเป๋าทุกอย่าง ของทุกคน กิโลกรรมละ 15 บาทก็ปาไป 1,053 บาท คือพวกผมเป็นพวกรักสบายครับจะไม่แบกอะไรขึ้นไปเองแน่ๆแม้ว่าจะระยะทางใกล้ กว่าภูกระดึงก็ตาม

 


[ตลาดชาติตระการเวลา 7.00 น.]


รถตู้พี่โชค


สู้ตายครับ


ถ่ายภาพหมู เอ๊ย หมู่!

มีลูกหาบแก่ๆคนนึงเดินมาบอกว่าให้พวกผมแบกอาหารขึ้นไปเพราะลูกหาบช่วงนี้เค้าไม่ว่างไม่รู้จะ แบกขึ้นไปให้มั้ย?ให้แบกของจำเป็นขึ้นไปดีกว่า ผมคิดในใจ Oh shit!! ให้ตายสิ มีงี้ด้วยลูกหาบทำนาอยู่ ไม่มีเวลาแบกให้หรือถ้ามีก็ไม่แน่นอน
เลยตัดสินใจ ชั่งใหม่แล้วตกลงกับทีมว่า โอเคผมแบกอาหาร,หม้อ, ของจำเป็นให้ ลองแบกดู 5 กิโล ก็โอเคท่องไว้ “ตรูยังหนุ่ม 25 เองไม่หนักหรอก” มีพี่ตั้น พี่ที่ไปด้วยอีกคนไม่ยอมจ่ายค่าลูกหาบ บอกว่าพี่แบกเองชิวๆ


มุมบางมุม


มี จากซ้ายบน(ป้อม) ซ้านล่าง(ใหม่) และขวาก็ผม ครับ


เตรียมพร้อมจะเดินทางแล้ว

และแล้วก็จบเรื่องลูกหาบโอเคเดินหน้ากันได้เราเดินเข้าไปในทางข้างน้ำตก เริ่มเป็นป่ามืด ยังไม่ทันจะไรเลยครับ ฝนก็โหมลงมา ที่ปลายสะพานก่อนถึง เนินแรกที่เรียกว่า เนินปราบเซียน

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลนาขุม ตำบลบ้านโคก อำเภอบ้านโคก อำเภอห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ได้แก่ น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตก 5 ชั้น มีเนื้อที่กว้างประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามมาก มีถนนลาดยาง เข้าถึงพื้นที่ทำให้สะดวกสบายในการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวมีเนื้อที่ 125,110 ไร่ หรือ 200.18 ตารางกิโลเมตร

ปัจจุบันคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เห็นชอบในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแล้ว และอยู่ในขั้นตอนจัดทำ/ปรับปรุง/แก้ไข รายละเอียดเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติต่อไป

ช่วงนี้ผมไม่มีเวลาในการเก็บข้อมูลอะไรมาก

ในระหว่างจุดต่างๆที่เดินผ่าน ก็ตากฝนตอดทั้งวัน เดินเข้าเขตป่ารกร้าง บางครั้งเปลียนเวณกันเดินนำ อาการกลัวก็มีนะ แต่ทำไงได้ บางทีเราต้องนำครับ ก็เอาเป็นว่าเป้นการเดินทางที่สุดๆแล้วกันผมจะเอารูปมาให้ดูระหว่างเดินทางนะครับดูๆไปจนกว่าจะถึงเนินสุดท้าย ที่เรียกว่า เนินมรณะ


พี่ตั้นแบกของไปด้วย เอาผ้าคลุมเต็นท์มาคลุมกันฝน


ป้อมกลัวกล้องเปียกยอมถอดเสื้อลุยฝนมมาคลุมกล้อง แน่นอนครับ ตากล้องของเราจะทำกล้องพังได้ไง?


ทางเดินสุดโหด


เนินแรกที่พัก เนินส่งญาต ที่มาคือ แค่เห็นเนิน ก็ถอดใจส่งญาติขึ้นไปแทนนอนรอตีนภู


ศาลเจ้าก่อนขึ้นภู


เนินปราบเซียน มันปราบเซียนจริงๆครับทั้งฝนที่หยุดแล้วก็ตกอีก หยุดแล้วก็ตกอีก เปียกโชกตลอดทางครับ


ยังสู้ครับ ยังสู้อยู่

ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนตั้งแต่ทิศเหนือจดทิศใต้ เป็นเทือกเขากั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-1,800 เมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ประมาณร้อยละ 85 ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นที่ราบประมาณร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลำน้ำภาค และลำน้ำปาด

และแล้วก็ขึ้นมาถึงเนินสุดท้าย เนินมรณะ ไม่สามารถถ่ายรูปมาได้เพราะ อากาศที่รุนแรง ฝน และหมอกพร้อมใจกัน โปรย และผมก็เริ่มหนาวสั่น อีกทั้งทางขึ้นนั้น ชันมากต้องเกาะเกี่ยวปีนขึ้นไป น้ำที่ไหลลงมาตามทางที่ปีนก็ทำให้ลื่น และที่แน่ๆ หากพลาดเป็นอันจบครับออกนอกทางที่เป็นช่องที่เจ้าหน้าที่ทำไว้เมื่อไหร่ ตกภูตายแน่ๆ พี่ตั้น ที่แบกกระเป๋ามาแกเริ่มหมดแรงครับผมเลยต้องนั่งรอแก ถือว่าหยุดพักด้วยเพราะผมก็แบกของเหมือนกันแต่อากาศที่หนาวเหน็บทำให้ผมไม่สามารถรอนานๆได้ ปอดจะบวมเอา เลยต้องให้กำลังใจพยุงพี่แกขึ้นๆปีนๆ เกาะๆคลานๆจนถึงยอดภู


และแล้วก็ชนะตัวเองได้


ถ่ายรูปของผู้พิชิต ครับ เมื่อเห็นป้ายนี้หายเหนื่อยทันที

วิวข้างบนลานสนสวยงามมากครับ เป็นอะไรที่อธิบายไม่ถูก หมอกที่ลงหนาปนฝนโปรยเป็นระยะ เปียกชุ่ม ไม่ใช่เปียกโชก ครับ เดินดูดอกหงอนนาค ตามทางสวยจริงๆ ทัศนียภาพช่าง สวยงามเหมือนสวรรค์ครับ ไม่ได้เวอร์นะครับต้องขึ้นมาดูเอง แสงเงาในกล้องมันช่วยไม่ได้หรอกครับ ต้องเห็นด้วยตาตัวเอง


ทางเดินบนลานสน


วิวโดยรอบ


ดอกหงอนนาคที่บานรอเรา


ข้างหน้ามีที่ทำการอุทยานครับ


ที่ทำการอุทยานในสายหมอก

เมื่อมาถึงที่ทำการอุทยาน ครับก็ได้พบเจ้าหน้าที่ 2 ท่านให้การดูแล พี่เเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่า ไม่ต้องกางเต็นท์หรอก มานอนในบ้านพักของเจ้าหน้าที่แหละ หมอกฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดก็เลยเข้าไปจัดเก็บข้าวของทำตัวให้อุ่น อีก 1 ชม.ต่อมาพี่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่ามีน้องๆจากมหวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาเป็นคณะที่ 2 อีก 10 คน น้องเค้าใช้เวลาเดินเร็วกว่าพวกเราครับ พวกเราเดิน 10 โมงถึง 4 โมงครึ่ง น้องเค้า เดินบ่าย 2 โมงถึง ห้าโมงเย็น บรึ๋ย~ แปลว่าเราแก่เหรอเนี่ย?


ภาพอัปยศของผมครับ ปิ้งกางเกงในตัวเอง ผมเอามา 3 ตัวเปียกหมดเลย

ซักพักก้มีลูกหาบหอบ เสื้อผ้าและสัมภาระของเพื่อนๆเราขึ้นมาครับ เดินกันเร็วมากๆ น้องลูกหาบมากินข้าวแป๊ปนึง ก็ขอเทียนไข 1 เล่มเดินลงภูยามกลางคืน(อุ๊บ๊ะไม่กลัวเหรอว่ะเนี่ย)


ลูกหาบครับ ตัวเล็กแบกของมาให้ เก่งมากนับถือๆ


พี่เจ้าหน้าที่ 2 ท่านที่ให้การดูแลบนภูตลอด 2 คืน


น้องๆ เกษตรศาสตร์มา สมทบครับ น้องๆ 10 คน จากคณะวนศาสตร์ , สัตวศาสตร์, มนุษยศาสตร์ และอื่นๆจำไม่ได้ T_T โทดก๊าบบบ…


แผง Solar Cell ของจุดบริการนักท่องเที่ยว

และแล้วก็ถึงเวลาพักผ่อนครับ คืนแรกที่เรามาถึง พี่เจ้าหน้าที่มาบอกตอนเช้าว่า เมื่อคืนฟ้าเปิด ดาวสวยมากๆ แต่พวกเราไม่ตื่นซักคนเลยก็แน่นอนไม่ใช่ แรมโบ้ นะครับจะให้อึดขนาดนั้นเหอๆ
เช้าต่อมาก็ไม่มีอะไรมากครับผมก็ใช้เวลาบนภูอย่าง ไร้สาระ และมีสาระกันเต็มที่


ป้ายนี้มันเท่จริงๆ ช่วงเช้าอาการสดชื่น


อาการของคนอยู่ป่าเริ่มฟุ้งซ่านครับ~


ขอบอกว่า เขียนโปรแกรมยากกว่า เลื่อยฟืนอีก


รู้จักคำว่า มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ มั้ย?


ป้อมก็เริ่มทำงานครับ ถ่่ายรูปสวยๆมาให้เวปของเราดูกัน


วิวโดยรวมยามสาย 9 โมงเช้า


งอนนาคเวลาเช้าจะ ตูม เวลา สายเืกือบๆเที่ยงจะบานครับ


ที่อำนวยการนักท่องเที่ยวมีทุกอย่างเลยขอบอก


ทางเดินหลายๆทางครับสวยจริงเหมือนหนังเรื่อง Silent Hill หนังภาคต่อของ Nothing Hil?l


มุมหนึ่งของยอดสน สวยงาม ธรรมชาติออกแบบมาให้มันดูสวยงามและแข็งแกร่ง


ขอเท่บ้าง


ช่วงเที่ยงไม่มีไรทำ ฝนลงเม็ดก็นอนพักดูทีวีกับพี่เจ้าหน้าที่ครับ

ช่วงเที่ยงผมเผลอหลับไปนานมากๆ น้องๆ ม.เกษตรศาสตร์ ก็เดินไปดูน้ำตกกันแล้ว ผมตื่นมาเวลาบ่ายสามโมง ลงไปข้างล่างเจอป้อมกำลังทำข้าวเย็น ผมเลยไปช่วยทำครับประจวบเหมาะกับที่ทุกคนตื่นกัน และฟ้าเรื่มใสๆขึ้น เลยตัดสินใจไปดู หลักชายแดน ไทย ลาว ดีกว่า…เลยไปดูกัน


และแล้วก็สวยครับ ดอกหงอนนาคและใบสน


สีเขียวคือสีแห่งการค้นพบ


บานเต็ม ทุ่งเลยครับสวยมากๆ หาดูยาก


เดินไปดูหลักไทยลาว ว่าเป็นยังไง


วิวสุดยอด


เป็นเรื่องแปลกมากนะครับ ผมไม่มีโอกาสโทรหาหวานใจผมเลยเพราะโรศัพท์ไม่มีคลื่นแล้วยังโดนน้ำเข้าอีก แต่พี่เจ้าหน้าที่บอกว่า สามารถเดินไปโทรศัพท์ด้านหลัง 300 เมตรซึ่งคือจุดเขตไทยลาวครับ แต่… เฮ้ย จุดโทรศัพท์มันอยู่เขตลาวนี่หว่า?
พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าใช่เราไปใช้ service บริการของเขตลาวครับ


ผมคนไทยครับ


หนุ่มลาวเท่ บ่?


มุมสวยจริงๆ มุมมองจากลาวไปไทย


คู่พี่วินกะพี่อุ่นนี่ หวีทครับ แอบหวีทเป็น ช๊อตๆ


ถ่ายที่ชายแดนไทย อ้าวตรุอยู่หลังหลักก็เป็นลาวสิเนี่ย?


ทางเดินกลับครับ


น้อง ม. เกษตรศาสตร์ เดินกลับจากน้ำตกสายทิพย์พอดี


วิวเท่ๆกับดอกหงอนนาค


เดินไปจุดสูงสุดของภูเพราะฟ้ากำลังเปิดครับ ฝนหยุด แบบไม่มีแล้ว


เมื่อมาถึงจุดยอดของภูทำให้เราทราบควมลับของภูเขา และสายฝน


ความลับของภูเขาและป่า หมอกที่เราเห็นทุกๆวัน ไม่ใช่หมอกครับ


มันคือเมฆ!


ตลอดเวลา สองวันเราอยู่กันใน กลีบเมฆ


นายป้อม ตากล้องของเราหยุดถ่ายภาพสวยครับ มาซึ้งเท่กับวิวสวยๆก่อน


ทางเดินขึ้นจุดสูงสุดยอดภู


พี่ตั้น ตื่นนอนและเดินตามมาทันเห็นแสงแดดครั้งแรกบนภูนี้ เวลา 6 โมงย็นแต่เหมือนบรรยากาศ 4 โมงเย็น


สวยมั้ย?


ผมมาเป็นตากล้องให้ พี่ๆทั้สองหวีทันอีกและ


สวยมั้ยครับ


มอสเขียวตามทาง แสดงถึงทางที่ไม่มีคนบุกมา


ไม่อิจฉาได้ไง?


ฟ้าเปิดได้เห็น ที่ทำการแบบเต็มๆสวยนะ


งงกับป้าย “ติดต่อสอบถาม?” หมายความว่าไง ที่นี่เค้าให้ติดต่อสอบถาม? หรือเปล่า? เอ๋ งง?

หมดไปอีก 1 วัน ในคืนนี้น้องๆ ม. เกษตรศาสตร์ได้ ร้องเพลง ป่าเขาของน้องเค้า ไพเราะปนเหงาๆ บางๆให้นอนฟัง และยิ่งทำให้ผม หลงรักภูสอยดาวมากขึ้น ผมตัดสินใจในคืนนั้น ผมจะกลับมาที่นี่อีกครั้งแน่นอน
และแล้ว เวลาเที่ยงคืนทุกสิ่งก็เงียบไป ป่าก็เงียบภูเขาก็เงียบ แมลงจิ้งหวีดก็เงียบ เหมือนอะไรๆจะรู้กันว่า … พรุ่งนี้เราจะลาจากกันแล้วนะ…


เช้าวันกลับถ่ายรูปกับน้องๆ ก่อนกลับ


อีกแอ๊คนึง


พี่เส้อดำคนที่สองจากขวาเป็นเจ้าหน้าที่ครับ ถ่ายรูปกับน้องๆ


น้องๆที่ได้เข้ามาอ่านหากว่าได้อ่นพบหรือเจอรูปตัวเองก็ ส่งเมล์ภาพสวยๆหรือบทความที่อยากขึ้นได้เลยนะครับ จะอาลงให้ทันที


งานเลี้ยงมีวันเลิกลา


ขาลงภูผมไม่แบกอะไรลงไปแน่นอน ผมให้ลูกหาบตัวเล็กและแม่หาบ (แม่ของลูกหาบ) แบกลงไปให้


ตัวเล็กแต่แบกได้ 21 กิโล


แม่หาบครับ ไม่รู้กี่โล แต่นับถือจริงๆ


ถ่าบป้ายก่อนกลับ


ก่อนกลับขออีกภาพกับ ป้ายผุ้พิชิต


เดินทางกลับบ้านครับ จากแบกเสบียง 5 โลก็เป็นหิ้วเสบียง 1 กล่องแทนเบาๆ


อุปกร์ครบครัน


ขอเท่หน่อย


ทางเดินลงเนินมรณะครับ


ดูวิวข้างๆครับในวันฟ้าเปิด


เนินมรณะหลังจาปีนลงมาแล้ว


ตามต่อด้วยเนินเสือโคร่ง


และก็เนินที่แสดงว่าจะ ถึงแล้ว เนินปราบเซียน ระหว่างทางหาป้ายเนินป่ากอไม่ทัน


เนินส่งญาติ เหนื่อยแล้วครับแทบตาย


จุดลงมาน้ำตกแล้ว


และแล้วผมก็ถึงพิ้นดิน จากยอดภูลงมาถึงจุดอุทยาน

หลังจากจัดการพักผ่อนอาบน้ำ เคลียร์เงินส่ง Post Card หาตัวเองและเพื่อนๆก็โบกมือลาน้องๆ ม. เกษตรศาสตร์ และ ออกเดินทางไปแวะตัวเมืองพิษณุโลก และกลับสู่กรุงเทพอย่างปลอดภัยเวา ตี 2 พอดีถือว่าเป้นทริปที่ผมอยากกลับมาอีก ผมรู้สึกว่าภูสอยดาวมีเสน่ห์ และเป็นปรัชญาของชีวิตหลายๆอย่าง เช่น คุณค่าของความลำบากคือความสวยงาม…และอะไรอะไรหลายๆอย่าง


ไม่มีรถกลับบ้านครับนอนตรงนี้แหละ

อ้างอิง อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ต.ห้วยมุ่น อ. น้ำปาด จ. อุตรดิตถ์ 53110 โทรศัพท์ 0 5541 9234-5 อีเมล phusoidao07@hotmail.com

daydevthailand@gmail.com

<p>เขียน Blog นี้ตั้งแต่ อายุ 22 เที่ยวมาแล้ว 22 จังหวัด ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ชอบดูหนัง ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog</p>

Review overview
NO COMMENTS

POST A COMMENT