Variety

สุดสัปดาห์ที่ “สิงคโปร์” ตอนที่ 1

เก้บตกทริปเที่ยวประเทศสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว กับการเดินลุยเยี่ยมชมความหลากหลายทางด้านนวัฒนธรรมของประเทศที่เป็นหนึ่งในด้านการค้าครับ กลางดึกวันที่ 13 พค. 2011 ผมตื่นขึ้นมากลางออฟฟิศ หลังจากที่หลายคนเลิกงาน และแยกย้ายกลับบ้านไปแล้ว มองซ้ายมองขวาเหลือคนที่ยังนั่งอยู่เพียงไม่กี่คน ผมเอื้อมมือไปคว้าเอาตั๋วเครื่องบินที่พิมพ์ออกมาจากเครื่อง ปริ๊นเตอร์เก่าๆ แล้วตรวจสอบความถูกต้องของชื่อรหัสสายการบิน

พร้อมกับข้อมูลบนหนังสือเดินทางของผม แล้วโทรศัพท์นัดหมายสมาชิกที่พร้อมจะออกเดินทางด้วยกันซึ่ง ณ ที่นี้มีเพียง 6 คนต่างคนต่างก็แยกย้ายไปเตรียมตัวตั้งแต่ 6 โมงเย็นกันมาบ้างแล้ว ผมรีบแบกสัมภาระ ก้าวเดินลงไปที่รถใต้ดินแล้วไปพบเพื่อนเดินทางที่ Airport Link จุดหมายคือ สนามบินสุวรรณภูมิ, ใช่ครับ ผมเอง nomad™ ห่างหายไปนานจากเส้นทางการผจญภัยของชีวิต ครั้งนี้บังเอิญได้โอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ จึงขอพาทุกท่านไปเยือนประเทศ สิงคโปร์ กันครับ

พวกเราใช้เวลาเดินทางจาก Airport Link เพียง 15 นาทีเพื่อไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ นัดพบกับเจ้าหน้าที่ และเพื่อนบางกลุ่มที่ช่องตรวจของสายการบิน JetStar นั่งรอเวลาได้เหยียดแข้งเหยียดขาพอประมาณก็ขึ้นเครื่อง และออกตัวบินสู่น่านฟ้าของประเทศไทย เวลา 3 ทุ่มกว่าๆ

ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชั่วโมงเศษๆ พวกเราก็ถึงสนามบิน Shangi AirPort ประเทศสิงคโปร์

เนื่องจากว่าเวลาเดินทางของผมเป็นช่วงเวลากลางคืน จาก กรุงเทพฯ 3 ทุ่ม กว่าจะมาถึงสิงคโปร์ก็คงจะเที่ยงคืนของที่นี่เพราะที่นี่เวลาเดินเร็วกว่าเรา 1 ชั่วโมงครับ ดังนั้นลืมไปได้เลยกับการเดินทางออก Terminal 2 แล้วต่อรถไฟฟ้า MRT เข้าเมือง พวกผมต้องเลือกว่าจะเดินทางโดย BUS หรือ TAXI ครับ, แต่ไม่ทันไรก็บังเอิญเหลือบไปเห็น บริการรถตู้ VAN Rental ที่ Terminal 1 พอดิบพอดีก็เลยเดินเข้าไปถาม เค้าบอกว่าเป็นรถตู้เหมา 7 คน เพียง 50 เหรียญก็ไปได้เลยไม่ต้องรอ พวกเราก็เลยตัดสินใจ หารเงินกันเหมานั่งเข้าเมืองครับโดยจุดหมายอยู่ที่ โรงแรม A Beary Good Hostel ที่ China Town

ระหว่างทางก็นั่ง ถ่ายภาพของเมืองในยามค่ำคืนที่เรา ขับรถวิ่งไปมา คนที่นี่ขับรถพวกมาลัย ขวาเหมือนพวกเราครับ
และแล้วพวกเราก็มาถึงเขต China Town ตอนตีหนึ่งกว่าๆ

Hostel ที่เราไปพักไม่ใช่ Hotel นะครับ สถานที่ที่เราไปพักนี้คือ A Beary Good Hostel เป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับนักเดินทางแบบแบ็คแพ็ค ซึ่งทริปนี้พวกผมแบ็คแพ็คครับ และ Hostel นั้นแตกต่างกับ Hotel ยังไงหรือครับ?

Hostel พวกเราที่เข้าพักต้องไปนอนรวมกับนักเดินทาง คนอื่นๆจากหลายๆประเทศในห้องนอนรวม และใช้ห้องน้ำรวมเหมือนๆ โฮมสเต ของบ้านเรา หรือที่พักที่ฝรั่งมานอนรวมกับแถว ข้าวสารบ้านเรานี่แหละครับ ซึ่งในห้องนอนรวมนั้นผมไม่ได้ถ่ายภาพมา แต่อธิบายคร่าวๆ ได้ว่าเป็นเตียงสองชั้น รองรับคนได้ 12 คนในห้องนั้นแบบคร่าวๆประมาณๆนะครับ

เจ้าหน้าที่โรงแรมเป็น คน Local ครับสำเนียงออกแนว Singaporean อังกฤษสำเนียงจีน ฟังง่ายก็ง่ายจริง บทจะฟังยากก็ยากแบบงงไม่เข้าใจเป็นกันเองครับ มีกดเครื่องคิดเลขทอนเงินอธิบายทุกอย่างด้วย อ๊อ… ลืมไป ในที่พักผมสืบมาแล้ว น้ำเปล่าขวดละ 0.6 เหรียญประมาณ 15 บาทไทยซื้อไว้เยอะๆครับ เพราะถ้าไปซื้อที่ 7-11 ข้างนอกหรือร้านข้างนอก มันแพงกว่าเยอะประมาณเกือบ 30-50 บาทเลยทีเดียว

สมาชิกที่ไปด้วย จากซ้าย พี่ชลผู้รอบรู้แกเที่ยวเยอะอ่านหนังสือเยอะ น้องยูริ ไม่ค่อยรู้จักเพราะเพิ่งได้เดินทางแบบแชร์กันครั้งแรกแต่เค้าเป็นสไตลลิส นิตยสารแฟชั่นไทยเล่มนึง ขวาสุดน้อง Ivy (แอ้ ไอวี่) คนนี้เป็นคนชวนผมครับน้องที่รู้จัก ผมเคยชวนมาเล่นดนตรีกับผมเป็นนักร้องนำ เสียงดีเลยครับ

บรรยากาศใน A Beary Good Hostel

มีห้องรับแขกที่มี ตุ๊กตา คอมพิวเตอร์ PlayStation3 เครื่อง Wii และหนังให้นั่งดู นั่งเล่นได้ตามอำเภอใจแต่ ทำอะไรเราต้องมีมารยาท ระวังจะไปรบกวนนักท่องเที่ยวท่านอื่นนะครับ

เพียงเท่านี้นะครับไม่ได้ถ่ายภาพห้องนอนมาให้พวกเราอาบน้ำแล้วเดินย่องเบาๆ ท่ามกลางนักท่องเที่ยวท่านอื่นจากต่างประเทศไปยังที่เตียงนอนของแต่ละคนแล้วพักผ่อนกันครับ

เช้าวันรุ่งขึ้น… เวลา 8:00 น. ของวันที่ 14 พค.

ในภาพข้างบนนี้เป็นภาพ China Town ยามเช้ากับ หนุ่มนักเดินทางจอมขี้เกียจ “ซันนี่” ติดสอยห้อยตาม เจ้าตัวบอกว่าเพิ่งมาจาก เนปาล ไม่กี่วันก็มาทริปนี้กับผมต่อเลย ขยันเดินทางจริงๆ ระหว่างนี้ก็พาไปเยี่ยมชมแหล่งที่พักเชื้อสายจีนที่มีอาคาร ร้านค้าปลุกขึ้นมากมายกลางย่านธุรกิจการเงินอย่างสิงคโปร์ครับ China Town เป็นเสมือนศูนย์รวมทางวัฒนธรรม ที่ได้มาจากผู้อพยพชาวจีนที่มาตั้งรกรากที่นี่ นอกจากชาวจีนแล้วยังมี อินเดีย และชาติอื่นๆ มาตั้งที่พัก และร้านค้าที่นี่ China Town จึงเปรียบเสมือนถนน เส้นหลักที่รวบศิลปวัฒนธรรมของผู้คนหลายเชื้อชาติ ระหว่างนี้ผมก็ได้อาศัยเก็บภาพถ่ายของถนนในยามเช้าที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนพ่อค้าชาวจีนนิยมเปิดบ้านในชั้นล่างให้เป็นร้านค้า สินค้าแฮนด์เมด นอกจากสถานที่ที่จัดจำหน่ายสินค้าทั่วไปแล้ว ยังมีร้านอาหารมากมาย ไม่เว้นแม้แต่อาหารไทยตั้งอยู่ที่นี่เดินไปสุดถนนก็จะพบกับวัดแขก ที่สวยแปลกตาครับ ในหัวซอยตรงนั้นจะมีสินค้าที่ปะปนไปตามเชื้อชาติ ตั้งแต่ผ้าไหมสวยงามประณีตของอินเดีย เครื่องประดับทองคำจากจีน เสื้อยืดร่วมสมัย หลากหลายสไตล์ และสินค้าหัตถกรรม จำพวกยาชงสมุนไพรจีนครับ


ถนน Pagoda Street ย่าน China Town

เดินชม วิว China Town ในยามเช้า

วิวของวัดแขก ที่หัวถนน

ถ่ายภาพชาวคณะ อีกทีนึง มีน้องปู ตัวเล็กๆ โผล่เข้ามาด้วยอีกคน รายนี้ติดตามผมมาครับ ^^

อาหารเช้ามื้อแรกของเราที่สิงคโปร์ นั้นพวกเราตั้งใจกันไว้แล้วว่าจะต้องเดินจาก China Town ไปแถว Far East Square ซึ่งต้องเดินออกกำลังกายกันหน่อยนึง ร้านที่เรากำลังจะไปนั้นเป็นอาหารเช้าที่ขึ้นชื่อ และน่าจะมีสาขาไปแล้วหลายประเทศทั่วโลก นั่นก็คือร้าน ยาคุนคายาโทส Ya Kun Kaya Toast หรือร้าน “ยาคุน” ซึ่งถือว่าเป็นอาหารเช้าที่เรียกว่า ใครที่มาสิงคโปร์แล้วต้องไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาย โดยเฉพาะคายาโทสที่ร้านนี้ ประวัติของร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ร้านหนึ่งในสิงคโปร์เลยครับ เปิดร้านตั้งแต่ปี 1944 จวบจนถึงทุกวันนี้

ป้ายของร้านนี้นะครับ คนกินเยอะมากในตอนเช้า ร้านอื่นยังไม่เปิดเลย

สำหรับเพื่อนๆที่ กลัวว่ามื้อเช้าวันแรกจะทานไรดี แถมยังไม่ค่อยกล้าจะพูดอังกฤษ หรือยังไม่ถนัดอังกฤษมากนัก ร้านนี้คงไม่เป็นปัญหาอะไรมากครับเพราะ ลุงคนขายนั้นแกพูดภาษาไทยไ้ด้คล่องปรื้อ เลยเชียวแหละครับ

อาหารของร้าน ยาคุน นี้จะประกอบไปด้วยชุด Combo แบบต่างๆ นั่นคือใน 1 ชุดจะมีกาแฟ 1 ขนมปังปิ้ง 4 และไข่ลวก 2 ซึ่งบางทีแทบไม่ต้องสั่งครับถ้าไป 6 คนแบบพวกผมลุงแก จัดมาให้ทันทีตอบแค่ OK ก็พอ อ้อ! มีขนมปังชุบไข่ทอดด้วยในชุด ส่วนกาแฟในร้านนั้นจะเป็นสไตล์กาแฟโบราณเหมือนบ้านเราครับ ใครอยากกินกาแฟเย็นก็ขอได้ลุงแกไม่ว่ากันครับ นั่งทานกันอร่อยเชียวแหละครับ อาจจะเพราะประกอบกับบรรยากาศของร้านก็เป็นโต๊ะเล็กๆ นั่งทานกันข้างๆ ทาง ในยามเช้าเนี่ยแหละ เพราะเราอยู่ กรุงเทพฯ มักไม่ได้ตื่นเช้ามานั่งทานรับบรรยากาศแบบนี้นี่เนอะ

ไข่ลวกฟองโตๆ ตีให้เละแล้วเอาขนมปังจิ้ม ทานกับกาแฟ หรือ ชาเย็นครับ

ตั้งใจกันถ่ายรูป ทั้งโต๊ะ….

เรียบโต๊ะเกลี้ยงไม่มีเหลือ

เก็บภาพแถว Far East Square

7-11 ของที่นี่มีอาหารไทยด้วย น่าภูมิใจมาก T^T (มาม่าครับ)

ระหว่างนี้พวกเราก็ได้เดินทางเก็บภาพของ China Town ไปเรื่อยๆ ทั้งวัดแขก วัดจีน โดยเป้าหมายคือพบกับเพื่อนๆ ยามมื้อเที่ยงที่ Food Center ชื่อ Maxwell เพื่อรับประทาน ข้าวมันไก่ อันขึ้นชื่อของสิงคโปร์ครับ

เก็บรูปตัวเองหน่อย… ตั้งแต่เล่ามายังไม่มีรูปตัวเองเลย

เดินมาได้ซักพักใหญ่ๆ ทางด้านขวามือจาก China Town เราจะพบกับวัดพระเขี้ยวแก้ว ครับ วัดนี้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งประเทศสิงคโปร์นั้นระดมทุนในการสร้างสรร วัดพระเขี้ยวแก้วนี้ไม่น้อยกว่า 53 ล้านเหรียญสิงคโปร์เลยล่ะครับ

สถานที่แห่งนี้ควรค่าแก่การเข้าเยี่ยมชมครับโดยเฉพาะที่ด้านหน้าวัดจะ เป็นมุมที่สวยงามมาก เหมาะแก่การถ่ายภาพเก็บไว้ ถือว่าเป็นจุดเด่นของวัดเลยทีเดียว ที่สำคัญองค์ประกอบภายใน ของตัววัดเองยังประกอบไปด้วยเรื่องราวต่าง ที่เล่าเรื่องตามคำสอนในพุทธศาสนา เพรียบพร้อมไปด้วยพระพุทธรูปโบราณล้ำค่าที่สำคัญ และหายาก ตู้เก็บรวบรวมพระธรรม และในบางครั้งวัดพระเขี้ยวแก้วนี้ยังถูกใช้เป็นสถานพิเศษในการประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วยครับ

ด้านหน้าของตัววัด

บรรยากาศผู้คนในท้องถิ่น แถวนั้น

เที่ยงแล้ว นัดแนะกับสมาชิกที่ Food Center ที่มีชื่อว่า MaxWell เพื่อที่จะชิมข้าวมันไก่ขึ้นชื่อ ร้าน Tian Tian Hainanese Chicken rice ที่หลายคนต่างแนะนำให้ไปทาน ชนิดที่ว่า ถ้าไม่ได้มาทานเหมือนยังมาไม่ถึงสิงคโปร์ แหม…ว่าไปนั่น แต่ก็จริงอย่างที่ว่าครับ คนไทย คนญี่ปุ่น คนเกาหลี ต่างมาต่อคิวซื้อข้าวมันไก่ร้านนี้กัน ซะยาวเหยียดเลยทีเดียวแล้ว nomad™ จะพลาดยังไงละครับคุณผู้อ่าน

เมื่อทานอิ่มกัน จุดหมายต่อไปของผมคือ ย่าน Bugis ครับ เพราะว่าคืนที่สองผมต้องไปพักที่โรงแรม Ibis Hotel ที่ Bencolen Street ครับก็เลยต้องแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อน ซึ่งเพื่อนๆ ต้องไปส่งครับแล้วเจอกันอีกทีคือ มื้อค่ำแถว Clarke Quay (ออกเสียงว่า “คาร์ค คีย์” นะครับ) ซึ่งก็ต้องแบกของออกจาก A Beary Good Hostel เดินย่ำก้าวสู่ MRT เพื่อไป Bugis ครับ

พอถึงโรงแรม Ibis ทำธุรกิจ Check-in วางของ ตรวจห้องเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาออกมาเดิน ชมวิวยามเย็นครับ ผมเลือกที่จะไปที่ Marina Bay Sand ครับเพราะตอนนี้ Merlion นั้นปิดซ่อมแซมก็เลยหมดโอกาสไปถ่ายคู่กับเจ้าหัวสิงโต สัญลักษณ์ของประเทศนี้ไป

จุดหมายของเราคือ Marina Bay Sand ซึ่ง Marina bay sand นั้นเป็นตึกใหม่ที่ถูกก่อสร้างขึ้นใหม่ โดยภายในนั้นจะเป็นทั้ง Hotel, Shopping mall, Event hall, Ice Skate และ Casino คนที่เคยมาที่นี่มักจะแนะนำให้เราขึ้นไปถ่ายภาพชมวิวมุมสูงของสิงคโปร์ ค่าใช้จ่ายในการขึ้นไปนั้นประมาณ 20 เหรียญครับก็แพงนิดนึง การเดินทางนั้นให้นั่ง MRT ไปลงที่สถานี Marina Bay เสร็จแล้วก็เดินต่อไปตามป้ายที่เขียนว่า Marina bay sand เดินต่อไปราวๆ 400 เมตรก็จะเห็นวิวตึกครับ

พอดีมืดซะก่อน ก็เลยเดินกลับไปทางเดิมได้ข่าวว่า ที่ตึก Suntec City เวลานี้จะมีโชว์แสงสี ที่น้ำพุแห่งความมั่งคั่งก็เลยลองเดินไปที่ตึก Suntec City ดูครับ

Suntec City นั้นจะประกอบไปด้วยตึกทั้งหมด 5 ตึก ในทางไสยศาสตร์นั้น หลักของฮวงจุ้ยแล้วจะเปรียบเสมือนนิ้วทั้ง 5 บนมือของเรา ดังนั้นวิธีการในการออกแบบก่อสร้างอาคารทั้งหมดนี้จึงได้ออกแบบมาตามโครงสร้างของหลักฮวงจุ้ย ดังนั้น Suntec City จึงได้ถือว่าเป็นอาคารที่ถูกหลักฮวงจุ้ยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทีเดียว  โดยภายในตึกนั้นจะมีทั้ง Shopping Mall, Food Center, Event Hall และ Office Rental ครับ

น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง

ถึงเวลานัดเหล่าสมาชิกแล้วที่ Clarke Quay ก็เลยรีบนั่ง MRT จาก Suntec ไปที่นั่นทันที

Clarke Quay หรือ ท่าเรือ Clarke Quay นั้นถือว่าเป็น ชุมชนที่มีการจัดเทศกาลสังสรรค์ริมแม่น้ำเป็นประจำ แค่เพียงแห่งเดียวของสิงคโปร์ ที่นี่จะเป็นศูนย์รวมของ ร้านอาหารหลากหลายร้าน ใครที่ชอบช้อปปิ้งก็จะถูกในสินค้าแฮนด์เมดประหนึ่งเดินสวนลุมไนท์บ้านเราเลยครับ และที่สำคัญ ผับ บาร์ สถานบันเทิงต่างๆ ล้วนอยู่ที่บริเวณนี้หมดเลยครับ Clarke Quay นั้นเป้นสถานที่ สังสรร ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดกินพื้นที่ตึกระแวกนั้นไปถึง 5 ช่วงตึกเลยครับ อย่างที่บอกครับย่าน Clarke Quay นี้มีภัตตาคารอาหารนานาชนิด ผับ และบาร์มากมาย แค่เราเดินข้ามฝั่งแม่น้ำไปก็จะพบกับ สถานบันเทิง และร้านอาหารรสชาติดี มากมายที่ Riverside Point

นั่งชิลกินเบียร์ักันเพลินครับ

นั่งบ้างเดินบ้าง เริ่มเหนื่อยเลยจะหาร้านนั่งชิล ซันนี่ สมาชิกในกลุ่มเลยบอกว่า เอางี้นั้งรถเมล์ไปย่านที่เรียกว่า Chijmes แถว Victoria Street ตรงข้ามโบสท์เก่าแก่ของ สิงคโปร์จะมี บาร์ที่อยู่ข้างล่างโบสท์ปลอมฝั่งตรงข้ามโบสท์จริง ชื่อว่า Le Baroque ไปนั่งดื่มซอฟท์ดริ๊งค์กัน ค่อยแยกย้ายกลับบ้านกันสมาชิกก็เลยตกลงว่าไปนั่ง ชิลก่อนกลับก็ยังดี เราก็เลยนั่งรถเมล์ต่อไปที่ Victoria Street เดินตัดถนน Bras Basah ตรงไปซึ่งผมไม่คัดค้านครับ เพราะเป็นทางกลับ IBis Hotel และอยู่ใกล้ Bugis อยู่แล้ว

นั่งพักได้พอประมาณก็ขอตัวแยกย้าย กันกลับเพื่อนๆ กลับไป China Town ส่วนเราไป ฺBugis และ Bencoolen Street ระหว่างทางที่กลับลง MRT นั้นว่าจะซื้ออะไรกินเพราะหิว เลยเดินไป 7-11 ปรากฏว่า… 7-11 ปิดครับ ภาพอย่างนี้หายากมาก…

ก็คงต้องจบเพียงแค่นี้กับ การแบ็คแพ็คครั้งแรกกับเพื่อนๆ หลากหน้าหายสไตล์ ติดตามตอนต่อไป ใน Trekking in Singapore ตอนที่ 2 คราวนี้จะพาทุกท่านไปเยี่ยมชม สวนสนุกที่โด่งดังทั่วโลกอย่าง Universal Studio ที่ Sentosa ครับ

Tags

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บัญญพนต์ พูลสวัสดิ์

อาจารย์มหาวิทยาลัยสายไอที แต่ชอบเสพศิลป ชอบดูหนัง เรียกว่าเนิร์ดหนังก็ได้ ชอบ ท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ และอ่านหนังสือ เขียน Blog เว็บนี้เขียนมาตั้งแต่อายุ 22 เมื่อก่อนเดินทางบ่อยมากตอนนี้นั่งดูหนังแล้วมารีวิวแบบ critics movie แทน

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Back to top button
Close

เราตรวจพบ Adblock บนบราวเซอร์ของคุณ

รายได้หนึ่งของเว็บไซต์คือ โฆษณา ของ Google ยังไงขอความกรุณาผู้อ่านทุกท่าน ปิด AdBlock บนบราวเซอร์ของท่าน เพื่อช่วยเหลือผู้เขียนด้วนะครับ :) ขอบคุณครับ