ซองกาเลีย: พักหัวใจ กับเพื่อนแท้ ในวันฟ้าหม่นที่สังขละบุรี ตอนที่ 1

E-mail Print PDF

"คำตอบสุดท้าย อยู่ที่หัวใจ" : เป็นบันทึกการเดินทางครั้งเก่า ก่อนที่จะนำเรื่องราวในชีวิตช่วงนั้นมาทำเป็นหนังสั้นที่กำลังทำ Story Board อยู่ขณะนี้เรื่องราวนี้อุทิศให้กับ หัวใจดวงเก่าที่ปล่อยมันทิ้งไว้ที่แม่น้ำซองกาเลีย จังหวัดกาญจนบุรี และเหล่าเพื่อนฝูงร่วมก๊วนที่เข้าใจและพาผมเข้าสู่การเดินทางแปลกใหม่ มันเป็นเรื่องราวที่ดำเนินผ่านมาไม่นาน...แต่ก็ นาน ประมาณที่พอให้ลืมอะไรหลายอย่าง และ เปิดใจให้กับสิ่งใหม่ในชีวิต

ซองกาเลีย

 

 

เรื่องราวของการเดินทางมันเกิดเมื่อหลายเดือนที่แล้ว... ที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
แรงบันดาลใจก่อนหน้านี้ที่ทำให้ผมต้องเดินทางมาที่นี่ ก็เพียงเพราะ อยากจะลืมความเจ็บปวด เกี่ยวกับความสัมพันธ์ กับ ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเรามีความรู้สึกดีๆให้กันทั้งคู่ แต่มันผิดอยู่ที่เดียวตรงที่ เธอมีแฟนแล้วและโอกาสเลิกกันกับแฟนของเธอนั้นมันยาก และตัวผมเองก็รู้ดีว่าการที่ต้องเดินออกจากชีวิตอีกคนนึงเพื่อไม่ให้เธอต้อง สับสน เป็นสิ่งที่เหมาะสมและคู่ควรที่สุด

ลดตาชั่งของหัวใจเธอลงข้างนึง

ในขณะที่ผมเจ็บปวดเดินไปมาอย่างไร้จุดหมายในกรุงเทพมหานครฯ ก็ได้รับการติดต่อจากเพื่อนๆผมสามคน ป้อม, บอย และ พี่เสิด พวกเค้าก็ได้ชวนให้มาร่วมทริปเดินทางเดินทางเปลี่ยนมุมมองและ สภาพแวดล้อมใหม่ ทั้งๆที่ ตัวผมเองนั้นเห็นแก่ตัวมาตลอด ผมเคยละทิ้งพวกเค้าไปนานมาก ตั้งแต่เริ่มมีแฟนคนเก่าก็ไม่เคยไปเที่ยวด้วยกันอีกเลย จนแฟนทิ้งก็มัวยุ่งแต่งานหัวหน้าทีมโปรแกรมเมอร์ จนมาเจอเธอคนนี้ กไม่เคยคิดที่จะแยแสพวกเพื่อนๆกลุ่มนี้เลยปล่อยให้พวกเค้าเที่ยวกัน สาม คนมาตลอดจากที่เมื่อก่อนไปกันครบทีม

แต่ในวันที่ผมเศร้าพวกเค้ากลับไม่โกธรพร้อมที่จะจัดทริปนี้เพื่อรำลึกความ หลังสมัยเป็นเด็กวัยรุ่นกัน

ตกลง, ลืมเธอซัก 4 วัน แล้วไปเริ่มการเดินทางแบบแมนกับเพื่อน ๆ ผู้ชายล้วน 4 คน ในวันแรกพวกเราเดินทางเข้าสู่ขนส่งสายใต้แห่งใหม่รถออกเวลา 6.40 น.

ถึงเมืองกาญจนบุรีประมาณ 9.30 น.... แล้วต่อรถไปสังขระบุรีใช่เวลาอีก 4 ชม. ไปถึงก็ราวๆ บ่าย 3 โมงแล้ว

เป็นการเดินทางที่ทั้งง่วงและ น่าเบื่อมาก พวกเราจองที่พักคือ แพ ลุงบุญ แต่เป็นแพใหญ่ ดังนั้นจึงจะไปตั้งแล ลอยอีก ข้างระหว่าง สะพานมอญ แค่ แพใหญ่ สองลำ เลยจะดูปลีกวิเวกมาก

วันแรกที่ถึงที่แพ อากาศดีมาก ท้องฟ้าแจ่มใส...แต่ด้วยการเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางที่นานไปหน่อย... ก็เลยมีเวลาถ่ายรูปช่วงท้องฟ้าแจ่มใสได้น้อยไปนิด

ถึงตรงนี้ผมเข้าใจแล้วว่า ความเหงามัน ไม่เลือกเวลา, สถานที่และ บรรยากาศ ผมนั่งลงที่หน้าแพ หยุดหายใจ เงยหน้ามองขึ้นไปบนสะพานมอญอย่างไม่กลัวแสงแดดที่ แสบลูกตา แล้วนั่งปล่อยใจ กับเรื่องราวของเธอที่กำลังวิ่งวกวนเข้ามา ปล่อยให้ บอย ตากล้องมือฉมังของกลุ่มทำหน้าที่เก็บภาพต่อไป ตามหน้าที่ของเค้า

ผมมองไปตามทางของสะพานมอญที่ทอดยาวไปอีกฝั่งจากฝั่งไทย
นี่เป็นครั้ง แรกที่ผมกลับรู้สึกว่า ยิ่งหนี หรือ เปลี่ยนสถาน ที่ยังไง ผมก็ไม่สามารถที่จะหักห้ามใจไม่คิดถึงเธอได้...

ก็เพียงได้แต่แค่ นั่งเศร้าแล้วก็เก็บภาพไปเรื่อยที่ต้องรีบเก็บภาพก็เพราะว่าผมเริ่มรู้แล้ว ว่าท้องฟ้ามีลมนิ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณของฝน ซึ่งแน่นอนไม่นานมันต้องตกลงมาแน่ ภาวนาเพียงว่า "ฝนอย่าตกเลย" แค่นี้มันก็เศร้าพอแล้ว จะมาทำให้บรรยากาศมันน่าเศร้าไปกว่านี้ทำไม

เหล่าเพื่อนของผม หยิบอาวุธประจำการ กล้องถ่ายรูปและเลนส์สุดหรู ของแต่ละคนเตรียมเก็บภาพตอนที่ฟ้ายังสวย ตัวผมก็ได้แต่เล่นมุขตลกกลบเกลื่อนไปบ้างขำบ้างไม่ขำบ้าง ในใจนั้นอึดอัดอยากจะบอกพวกเพื่อนว่าขอบใจที่ชวนมาเพราะเห็นว่าเรานั้นเศร้า และไม่เหลือใคร และก็รู้สึกผิดที่เมื่อเช้านี้เกือบจะบอกพวกเค้าไปว่า "กูไม่ไปแล้วว่ะ"



แต่ ก็ช่างเถอะ... เพื่อนเป็นห่วงเรา เราก็ต้องรับความเป็นห่วงไว้ โอเคป้อมอยากเดินไปฝั่งมอญ เราเดินข้ามแพลุงบุญไปเรื่อยไปเก็บภาพของชาวบ้านแถบนั้นกัน

ระหว่างที่เดินอยู่นั้น เพื่อนของเธอก้ได้โทรศัพท์เข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของผม เพื่อบอกข่าวของเธอ....

เธอฝากเพื่อนเธอให้บอกผมว่าเธอเป็นห่วง
เธอบอกว่ามีปัญหากับเค้าแฟนเก่าของเธออีกแล้ว

ถ้าย้อนกลับก่อนหน้านั้นไป การที่ "ผม" ไม่สิ "เรา" เกิดความรู้สึกดี ต่อกันจุดเริ่มต้นก็คงจะเป็นเพราะว่า เธอมีปัญหากับคนคนนั้นแฟนของเธอเป็นทุนเดิม ส่วนตัวผมก็คงแค่เป็นคนดีที่เข้าไปดูแลเธอได้ทุกอย่าง รับฟังเอาใจช่วย และให้กำลังใจ

มันพลาดอย่างเดียว ตรงที่ การที่ผมเข้าไปเป็นคนที่ดี ในเวลาที่ไม่ถูกไม่ควร หรือ วิ่งเข้าไปผิดที่ผิดเวลา ผลที่เกิดก็คือ คนที่เจ็บก็คือเธอที่ตัดเค้าไม่ได้ แต่ก็สงสารผม และมันก็ต่อเนื่องมาถึงผมคนที่เจ็บอีกคน เจ็บเพราะผมรู้สึกว่าทำไมถึงยังทนเจ็บปวดกับผู้ชายคนนั้นได้

ผมอยากจะรู้จังเลยว่าการที่เค้ามีคนอื่น บอกเลิกเธอได้ สามถึงสี่ครั้งต่อเดือนหรือสองเดือนตลอดเวลาแต่เธอกลับคิดแค่ว่า

"เพราะชั้นไม่ดีพอ เค้าถึงมีคนอื่น มีวิธีไหนที่ชั้นจะดีพอแล้วเค้าจะกลับมารัก"

เป็นอีกเหตุผลหนึ่งของผู้หญิงที่ผมไม่เข้าใจ ในสามครั้ง ซึ่งครั้งที่สี่ นั้นคือครั้งล่าสุด ที่เค้าไม่แคร์เธอ ทิ้งและหนีเธอไป ปล่อยให้เธอ ร้องไห้
เสียใจคร่ำครวญถึงเรื่องของเค้าให้ผมฟัง จนผมต้องเลือกที่จะสัญญาแบบหน้าด้านว่า

"ผมจะดูแลเธอ"

ระหว่างที่ความคิดทำงานให้สมองลำดับเหตุการณ์ไปมา ไม่ทันไรแดดแรงเฮือกสุดท้ายก็สาดส่องมาพร้อม ก้อนเมฆกลุ่มใหญ่สีเทาลูกขนาดยักษ์ ก้อนเมฆสีเทาข้างหน้าบนสะพานมอญเริ่มก่อตัวขึ้น ผมมองเห็นมัน ชัดเจนยืนมองมันจากสะพานมอญแห่งนี้

ฝนสาดลงมาพวกผม บอย ป้อม และ พี่เสิด วิ่งกลับมาที่แพแทบไม่ทัน ระหว่างนั้นความคิดมันวกกลับมาในสมอง เรื่องเก่าในวันก่อน ก่อนที่ผมจะเดินทางมาที่นี่ ไล่ไปจนถึงวันสุดท้ายก่อนที่ผมจะหนีหลบหน้าเธอ


"เธอรู้มั้ยเธอดีกับชั้นมาก เธอเป็นคนที่น่ารักมาก ชั้นรู้สึกว่าชั้นกอดเธอได้ อยู่ใกล้ๆเธอได้"

คำพูดของดังกังวาลขึ้นในหัว

ตอนนั้นที่ได้ยินครั้งแรกผมดีใจมาก ดีใจเพราะอย่างน้อยๆ ก็คิดว่าเธอมีใจให้บ้าง

"แต่ว่า... เธอเข้าใจนะ ชั้นผูกพันกับเค้ามาก แม้เค้าจะไม่ดีกับชั้นยังไง แต่เวลาที่ชั้นเห็นหน้าเค้าเวลาที่เค้ายิ้ม หรือ ทำตลกกลบเกลื่อน มันก็รู้สึกสงสารไม่อยากเลิกกับเค้า"

นี่เป็นอีกคำพูดนึง นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ผมเริ่มจะสับสนในตัวของเธอ และนอน 2 คำ ที่ผู้ชายทุกคนไม่อยากได้ยินจากปากของคนที่เราชอบคือว่าว่า "แค่เพื่อน"

ทบสนทนา เรื่องอื่น ดึงสติผมกลับมา ผมวกกลับไปพูดเล่าเรื่องราวตกโปกฮากับ เพื่อนๆในแพ เผื่อมันจะช่วยอะไรไม่ให้ฟุ้งซ่านได้

บรรยากาศฝนตก หนักฟ้าหม่นหมองในวันที่อกหักและต่างที่แบบนี้ มัน เจ็บปวดจริงๆ ได้คิดซะว่าการเดินทางในทริปนี้มันคงจะเป็นการทดสอบในเรื่องของจิตใจ เพื่อค้นหาสิ่งที่เราไม่รู้คำตอบที่เราอาจจะยังไม่เคยรู้ และ ก็ต้องสู้เพื่อ อยู่ต่อไปให้ได้ โดยการเรียนรู้โลกที่ปราศจากบางสิ่งไปแล้วเปิดใจให้กับหลายๆสิ่งที่น่าดี กว่า อยู่เพื่อตัวเองทดสอบจิตใจตัวเอง

บ่ายวันนั้นพวกเรานั่งสนทนา เรื่องชีวิตของแต่ละคนไป พร้อมกับดื่มเบียร์ไปเกือบลัง

ค่ำคืนแรกมา บนแพที่หนาวและเย็น ฝนมาเยือนโปรยปรายและไม่มีทีท่าว่าหยุด อีกสิ่งที่ไม่หยุดคือความคาดหวัง ที่หวังว่าจะได้รับข่าวจากเธอบ้าง จิตใจของผมจดจ่อกับโทรศัพท์ โดยไม่ได้รู้สึกเลยว่าเพื่อนๆหลับกันไปหมดแล้ว ผมนั่งคนเดียวจนถึงเวลา ตีสอง สุดท้ายก็ทำใจหลับตาลงไปพร้อมกับความคิดที่ว่า

"เปล่าประโยชน์"

วันใหม่กับสิ่งใหม่!? และแล้วเช้าอีกวันก้มาเยือนบรรยากาศเย็นมีละอองฝน พอเดินตากได้ คิดกับตัวเองว่าลองชดเชยอารมณ์เศร้าแล้วเอาเวลาไปเดินฝั่งมอญและศึกษาเรียน รู้วิธีชีวิตของคนฝั่งตรงข้ามดู

แม่น้ำซองกาเลีย น่าจะเป็นภาษามอญ ซึ่งคำว่าซองกาเลียแปลว่า "ฝั่งกระโน้น" น่าจะมาจากการเรียก ฝั่งตรงข้ามระหว่างกันของชาวไทย และ ชาวมอญ ซึ่งตัวอำเภอสังขละบุรีน่าจะเป็นอำเภอที่มีชาวมอญตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ เป็นจำนวนมากในแถบนี้ เพราะพวกผมและเพื่อนพบเห็นวิถีชีวิตประเพณีเก่าแก่แบบดั้งเดิมของชาวมอญ ที่นี่

ปี พศ. 2494 หลวงพ่ออุตตมะภิกษุชาวมอญจากเมืองมะละแหม่ง พาชาวมอญอพยพหนีภัยสงคราม และความแห้งแล้งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และได้ช่วยกันก่อสร้างวัดและตั้งรกรากเป็นบ้านเรือนขึ้นจนเปลี่ยนเป็นชุมชน มอญอาศัยอยู่ริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามตัวอำเภอสังขละบุรี หลังจากนั้นก็มีชาวมอญอพยพเข้ามาสมทบอีกเป็นระลอกๆ จนตอนนี้กลายเป็นชุมชนใหญ่ ที่ยังคงขนบธรรมเนียมเดิมๆอยู่ทุกวันนี้ ทั้งชาวมอญและอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน กลายเป็นทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอสังขละบุรี ซึ่งยังไม่นับป่าเขาลำเนาไพรไปจนถึงด่านเจดีย์สามองค์ซึ่งติดกับป่าทุ่งใหญ่ นเรศวร ป่าดงดิบซึ่งยังไม่ได้สำรวจ และตัวพวกผมและเพื่อนก็ไม่ได้ไปที่นั่นในการเดินทางครั้งนี้

นักท่องเที่ยวที่เดินไปมาบนสะพานมอญ นั้นมานอนพักผ่อนที่รีสอร์ตสวย ๆ และชมทิวทัศน์ริมน้ำ ข้ามสะพานมอญไปเที่ยวชุมชนชาวมอญอีกฝั่ง เดินไปถ่ายรูปเยี่ยมชมวัดหลวงพ่ออุตตมะที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งคนสังขละเรียกอีกฝั่งว่า "ฝั่งมอญ" หรือสะดวกหน่อยก็ ขับรถข้ามสะพานปูนที่อยู่ตรงถนนใหญ่ไปได้เลยจากจุดของแพผมคิดว่าไม่ไกลแต่จะ อ้อมไปหน่อย

ความสบายใจเรียบง่ายในตอนเช้า ทำให้ลืมความกังวลใจและ ตื่นเต้นกับ สิ่งใหม่ๆที่แปลกตา

ในขณะที่ผมเดินอยู่นี้ ที่นี่คือฝั่งชุมชนมอญที่อยู่อีกฟากของฝั่งที่ผมพักบนแพ วิถีชีวิตช่างเรียบง่าย เล่นเอาลืมเรื่องเศร้าไปได้เลยกับ สิ่งที่พบ มันเหมือนกับว่า คนที่นี่เป็นมิตร อัทยาศัย ดี จนเราลืมจะใส่ใจกับความเศร้าไปพักใหญ่ๆใช้เวลากับการถ่ายรูปซะเยอะ นายบอย ตากล้องก็ถ่ายรูปไป พี่เสิดที่อัทยาศัยดีก็คุยกับคนไทยและนักท่องเที่ยวเล่นกับเด็กที่ชุมชน ป้อมนั้นก็นั่งเก็บภาพและเก้บข้อมูลเพื่อลงเว็บไซต์ท่องเที่ยวของป้อม



ไอ้หนูในภาพนี่เป็นไกด์ท้อง ถิ่น ที่เก่งมากทำเงินได้เยอะเลยให้ข้อมุลได้ยอดเยี่ยม

แต่ว่าเจ้าหนูนี่ทำ แบงค์ร้อย...จากแขกหล่นลงจากสะพาน มันก็เลยลำบากผมที่ต้องลงไปพายเรือให้ถึงกลางแม่น้ำแล้วเก็บเงินให้...

แต่ไม่เป็นไรเรื่องแค่นี้ทำให้ได้ ได้แต่เตือนว่าคราวหน้าเก็บเงินดี... เพราะไม่มีคนใจดีพายเรือเก็บเงินให้ตลอด

ระหว่างที่วกเราจิบน้ำชาในข้าว อาหารเช้าแห่งหนึ่งบนฝั่งมอญที่มีคนขายพุดไทยได้ และ เป็นมิตรมาก ข่าวของเธอก็วิ่งมาหาผมจนได้เพื่อนเธอโทรหาผม

เธอ ร้องไห้... เค้าทิ้งเธออีกแล้ว เหมือนครั้งที่เธอเคยตกงาน ต้องหางานใหม่ เค้าก็ทิ้งเธอไปให้เหตุผลว่าเพียงเพราะไม่อยากมีภาระ

แต่ครั้งนี้ผมไม่รู้ ผมพยายามใจแข็ง ไม่พูดอะไรกับคนที่ส่งข่าว

ผมไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แต่ก็แค่อยากจะบอกเป็นนัยฝากเธอไปว่าการร้องไห้ครั้งนี้ จะไม่มีผมอยู่ข้างข้างเธอเหมือนทุกครั้ง สำหรับผมการตีหน้าเหมือนไม่รู้สึกอะไร ยิ้มได้ หัวเราะได้ มันยากนะ แต่จะให้ทำยังไง ก็ได้แต่เพียงเดินคิดไปมาบนฝั่งมอญ นึกขอโทษเพื่อนๆที่ต้องถ่ายรูปหนักหน่อยเพราะผมไม่ได้ช่วยอะไรมาก เวลานี้ผมยอมรับว่าตัวเองเดินใจลอยไปเรื่อย ปล่อยให้เพื่อนทำหน้าที่เก็บภาพไป

มองดูวิถีชีวิตของคนแถบนั้น กับ เพื่อทดแทน เรื่องราวที่รกหัวและรกใจ

พวกเราใช้เวลาทั้งวันในการเดิน ตากฝน ตลอดเช้า บ่ายเย็น ไปบนฝั่งมอญ เตรียมพร้อมกับวันรุ่งขึ้น
ซึ่งผมทราบกับป้อม ว่า ป้อมได้ขอให้ทางเจ้าของแพ พาไปเที่ยวล่องแก่งและไปถ่ายภาพวัดจมน้ำ

กลางคืนความมืดก็มาถึง... ผมได้รับข่าวคราวจากเธออีกแล้ว ซึ่งแน่นอน

เรื่องเก่าๆ แต่ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของเค้าแฟนของเธอ แต่มันกลับเป็นเรื่องของเราด้วย เรื่องของเราอย่างที่เคยเกิดก่อนที่จะมาที่นี่

เรื่องที่ว่าในครั้งนึงที่ผมเคยพูดว่า ผมเคยที่จะเดินหนีหรือถอยห่างเพื่อที่จะไม่เป็นมือที่สามระหว่างเค้าและเธอ และในวันที่ผมจะหนีออกมาในครั้งนั้น เธอกลับรั้งให้อยู่ ไม่อยากให้ผมไป
เป็นอีกข้อ นึงที่ผมนั้นไม่เข้าใจ ว่า จะยื้อเรา หรือ ยื้อเค้าไว้ทำไม?

ตอนที่ 2: http://www.lovedesigner.net/variety/74-songalia-2.html

ขอขอบคุณ รูปภาพสวยๆของ เพื่อน บอย http://burnboy.multiply.com

Add comment


Security code
Refresh