อ่านเรื่องราวก่อนหน้าที่ http://www.lovedesigner.net/variety/73-songalia.html ผ่านไป 2 คืน ในเช้าอีกวันที่สองพวกเราได้วางทริปไว้ เพื่อจะลืมเรื่องราวมากมายโดยช่วงเช้านั้นจะเป็นการไปดูวัดที่จมน้ำ เป็น unseen ของประเทศไทยเลย เพียงแต่ว่าช่วงนี้น้ำลง ลุงบุญบอกว่าพวกเราสามารถเดินได้บนวัด ซึ่งเรือก็ได้มารอรับเราและจะพาเราทัวร์ไปวัดกลางน้ำ หลังจากชมวัดเสร็จก็จะมีการล่องแก่งกัน ได้แต่หวังว่าคงไม่อันตรายไป

จากความเดิมตอนที่แล้ว :ซองกาเลีย: พักหัวใจ กับเพื่อนแท้ ในวันฟ้าหม่นที่สังขละบุรี
[กดที่ Link เพื่ออ่านตอนที่แล้ว....]
นั่งเรือหางยาวไปรับคนกลุ่มนึงบนเรือลำเดียวกัน แล้วไปถ่ายภาพวัดกลางน้ำกันมาทราบอีกทีประวัติของที่นี่ก็ใช่ย่อย เจดีย์และวัดวังวิเวกการาม ซึ่งของเดิมอยู่ในน้ำ แต่ได้สร้างใหม่อยู่บนที่สูงวัดและเจดีย์อยู่ห่างกัน 1 กม. ควรเที่ยวทั้งของใหม่และของเดิม เจดีย์เป็นแบบพุทธคยาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วัดตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอสังขละบุรีประมาณ 3 กม. มีวิหารริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอ้นงดงามและเป็นที่จำพรรษาของ "หลวงพ่ออุตตมะ" พระเกจิอาจารย์ชื่อดังซึ่งประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งกระเหรี่ยงและพม่า น่าเสียดายที่ปัจจุบันท่านมรณะภาพไปแล้ว


มาศึกษาเรื่องราวอีกที เคยมีเรื่องราวเกิดขึ้นในราวปี 2527 ตอนที่มีการสร้างเขื่อนเขาแหลม (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นเขื่อนวชิราลงกรณ์ ไปแล้ว) สันเขื่อนอยู่ที่ อ. ทองผาภูมิ แต่พื้นที่กักเก็บน้ำช่วงปลายเขื่อนกินถึงสังขละบุรี ไม่เพียงไร่นามากมาย ตัวอำเภอสังขละบุรี รวมทั้งวัดวังก์วิเวการามของหลวงพ่ออุตตมะและหมู่บ้านมอญ ได้จมน้ำไปหมดเลย ทำให้ชาวบ้านต้องย้ายวัดและบ้านเรือนขึ้นมาตั้งกันใหม่ที่เหนือเขื่อน

นั่งเก็บภาพ ฝั่งมอญ ขโมยหนังสือแบบเรียนภาษามอญมาด้วย เด็กที่นี่จะขยันเขียนภาษาไทยกันมากเลย ทำให้รู้สึก ภูมิใจที่มีคนต่างประเทศ (นะ) สนใจในภาษาเรา

โทรศัพท์ดังขึ้น ...หมายเลขคุ้นตา ผมไม่ได้กดรับไม่ใช่ว่ากลัวเปียกน้ำเพราะนั่งเรือหรือฝนพรำ แต่เพราะไม่อยากรับรุ้เรื่องราวอะไร
บางครั้งผมไม่เข้าใจในตัวของเธอ...
ในเวลา อย่างนี้ ที่ผมต้องมานั่งหลบฝนในเจดีย์ใต้น้ำเพราะกล้องเปียก การนั่งจ้องหน้าเพื่อนๆ และ คนที่นั่งเรือลำเดียวกับเราโดยไม่พูดอะไร มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์แบบนี้ มันเคยเกิดขึ้น

เธอเคยให้ผมนั่งรับ ฟังเธอเป็นเพื่อน ไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ ไม่ต้องถามอะไร
จนถึง ขณะนึงที่ความเงียบระหว่างเรา เกิดขึ้น


ความเงียบที่เป็นสุขปนๆกับ ความทุกข์
ผ่านมานั้นตลอดเวลาที่เธอมีปัญหา ผมมีความสุข มีความสุขตรงที่เธอจะเข้าใจและ เรียกหาผม และผมจะไปอยู่ข้างเธอมันเป็นเวลาเดียวที่ผมจะได้อยู่ใกล้เธอที่สุดได้ดูแล เธอ แม้ว่าจะเป็นวันที่เธอเสียใจที่สุดและไม่มองเห็นค่าความรู้สึกหวังดีของผมก็ ตาม
แม้ว่ามันจะฟังดูเห็นแก่ตัว แต่มันไม่ผิดใช่มั้ยที่จะผมจะเพียงแค่คิดว่า อยากให้เค้ากับเธอมีปัญหากันทุกวัน เพราะ ผมจะได้อยู่กับเธอ
ระหว่างทางที่เดินทากลับมาที่รถ เพื่อขึ้นรถไปล่องแก่ง ระยะทางระหว่างการนั่งเรือ กลับมาเพื่อไปต่อรถ ก่อนจะไปผจญภัยที่ล่องแก่งทำให้ผมนั้นได้ข้อคิดอย่างนึงว่า ความตื่นเต้นทำให้เราลืมความเจ็บปวดได้ ระดับนึง

บางครั้งเวลาที่เรา สับสนปวดร้าว การเดินเข้าไปในที่ๆไม่คุ้นเคย เดินเข้าไปในโลกมืดๆอีกด้าน เดินไปรับรู้สิ่งที่ไม่เคยเห็น จะเป็นการดีสำหรับเรา ผมเชื่ออย่างนั้น


ไม่เท่านั้น... การเดินทาง ก็เหมือนความรัก
หาก เราเดินทาง ในเส้นทางที่ลำบาก มักจะพบกับสิ่งประหลาดใจและมีคุณค่าในภายหลัง เช่น กัน ความรัก ผมเชื่อว่าหากเราอดทนพอเป็นคนดี พอ วันนึงเธอจะเห็นค่าเราแม้ว่าเธอจะเคยบอกผมว่า
"บางทีชั้นไม่ได้เลือก ที่จะคบกับคนดี ผู้ชายดีอาจจะไม่ใช่ก็ได้ ชั้นต้องการคนที่ใช่"
ผมอยากรู้จริงๆว่า คนที่ใช่ของเธอ คือคนที่ทำร้ายเธออย่างนั้นเหรอ?

เรื่องราวตื่นเต้นแทบไม่ได้หายใจเกิดขึ้น ไม่สามารถที่อธิบายและเก็บภาพได้ในช่วงล่องแก่ง ในช่วงเวลาที่เราล่องแก่งนี้ ผมก็พบความจริงบางอย่างแล้วว่า เวลาเราอยู่บนความเสี่ยงสุดๆ เพราะแพผมแทบจะแตกและล่มบ่อยนั้น มันทำให้เราลืมความเจ็บปวด ลืมเรื่องปวดร้าวและ มาช่วยเหลือเพื่อนซะมากกว่า
อย่างน้อยมันก็สอนให้ชีวิตรู้ว่า เราก็ควรจะรักตัวเองบ้าง!
การเดินทางกลับไปที่แพเพื่อ พักผ่อนและเตรียมตัวกลับ ในวันพรุ่งนี้รอเราอยู่ ผมจะกลับไปแล้วควรจะทำตัวยังไง ในการหนีหน้าเธอมา
เข้าสู่คืนที่ สาม ฝนยังตกลงมาฟ้าก็ยังหม่นแม้จะเป็นเวลากลางวันและกลางคืน ก็ยังไม่มีท่าทีจะปราศจาก ละอองฝน ความคิดถึงทวีคูณ แม้ผมจะรู้ตัวแล้วว่า ผมต้องเข็มแข็ง ผมต้องหักห้ามใจ แล้วยังไงความคิดถึงมันก็ยังมีอยู่
ข่าวของเธอยัง วิ่งเข้าหู ว่าเธอ มีปัญหากับเค้า แต่เธอจะกลับไปง้อตามเคยอย่างที่เป็นเพียงแค่ขอเวลาไปพักใจอย่างที่ผมพัก อยากเปลี่ยนบรรยากาศ

ผมไม่รู้จะดีใจกับเธอมั้ยที่ ยังมีท่าทีจะพักใจจากเค้าบ้าง... แต่ก็ปวดใจที่ยังได้ยินคำพูดของเธอว่า "ชั้นรู้สึกดีกับเธอมาก"
"แต่ยังไงเค้าก็ยังเป็นรักแท้ของชั้น"
เธอบอกผม นั้น ผู้ชายที่ เจ้าชู้ เล่นตลกไปวันๆตบตา ไม่สนใจไม่แยแส เวลาอยากจะกลับมา ง้อก็ กลับมาได้เพราะไม่ว่ายังไงเธอก็คงให้อภัย
ย้อนกลับไปช่วงเวลาสุดท้ายของการที่ได้อยู่ด้วยกัน ก่อนที่จะ ผมจะตัดสินใจเดินออกจากชีวิตของทั้งคู่มาที่นี่
"เลิกกับเค้า... แล้วคบกับผมได้มั้ย"
เธอนิ่ง...
"ผมขอดูแล คุณได้มั้ย? ผมสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรแย่ๆอย่างเค้า"
เธอยิ้มแล้วกอดผมหนึ่งทีนาน มาก
"เธอเป็นผู้ชาย ที่น่ารักมาก แต่ขอเวลาหน่อยนะ ขอจัดการว่าตัวเองต้องการอะไร ชั้นยังไม่รู้ว่าจะเลิกกับเค้าได้ยังไง ยังรัก หรือ ถ้าไม่รักก็น่าจะเป็นความผูกพันธ์มากกว่าเพราะอยู่กับเค้านานแล้ว"
"ชั้น รู้ว่าเธอรักชั้นมาก ห่วงชั้นมาก เธอเป็นคนดีมาก"
ผมรู้สึกดีใจ
"แต่ ชั้นยังไม่รู้ว่าจะตัดสินใจยังไง"
นั่นคือคำสุดท้ายที่ผมได้ฟัง ข้างๆหู ในเวลาที่กอดเธอแน่นๆ แล้วก็ปล่อยผม
คืนสุดท้ายในการนั่ง คิดทบทวนว่าผมควรจะดำเนินเรื่องต่อไปยังไง ปนเปไปกับเสียง สนุกเฮฮากับเพื่อนๆ

ผมบอกเธอว่าใช้เวลาเป็นเครื่องชั่งใจ ว่าใครที่เธอรุ้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วมีความสุข ผมไม่กล้าเอาตัวเองไปเทียบกับผู้ชายคนนั้นหรอกนะที่คบกับเธอมานาน...
แต่ สิ่งที่มีดีก็มีอยู่ ตรงที่ เวลาที่เธอลำบากแต่ละครั้ง เธอก็จะมีคนคนนึงนั่งอยู่ข้างๆ คอยดูแลเวลาที่เสียใจ เพราะวันที่เธอเสียใจ ใครที่เธอต้องการไม่เคยกลับมาเหลียวแล แม้กระทั่งวันที่ผมบอกให้เธอไปง้อ เธอกลับไปง้อ เค้ายังบอกเธอว่า ตอนที่เธอกับเค้าห่างกันไป เค้าก็อยู่บ้าน เล่นเกมโหลดเพลง เค้าไม่สนใจเธอ แต่เธอก็ยังรักเค้า
สิ่งนี้แหละที่จะทำให้เธอชั่งใจ
และผมพูดได้คำ เดียวว่า
"ผมให้เกียรติการตัดสินใจของเธอ"
แม้ว่าผมจะรู้ดีว่าเธอจะตัดสินใจยังไง เวลาแค่ข้ามคืนก่อนเดินทาง ผมก็ไม่สามารถหลับลงได้ มันเหลือเพียงแค่ ความกระวนกระวาย ว่าเธอจะโทรมาแล้วบอกว่าเธอตัดใจจากเค้าได้
แต่...
ชีวิตมันไม่เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่ใช่ พระเอกที่จะสมหวังกับนางเอกในตอบจบ
ตีสามแล้ว เธอก็ไม่โทรมา ผมตัดสินใจตามที่รับปากเธอเดินหนีออกไปจากชีวิตเธอซะ หากเพราะผมเข้าไปในเวลาที่เธอมีปัญหาแล้วทำดี มันจะเป็นการเปรียบเทียบผู้ชายดีๆให้เธอลำบากใจ
ถึงเวลาที่ผมจะต้อง นอนหลับและออกเดินทางแต่เช้า เช่น กันคืนนี้ถึงเวลาที่ผมต้องนอนแล้วหยุดคิดเรื่องนี้เพื่อเดินทางแต่เช้า
ซองกาเลีย ยามเช้า

กับแสงสว่างบนท้องฟ้าและใจของผม พวกเราหยิบกล้องเตรียมตัว เดินทางไปเก็บภาพฝั่งมอญ กันแต่เช้าเพราะวันนี้จะมีการตักบาตร ทั้งหมู่บ้าน



ในวันสุดท้าย... ของการอยู่ที่ แพซองกาเลีย มันได้สอนปรัชญาอะไรบางอย่างกับผม แม้ว่าสิ่งที่คาดหวังอาจจะไม่ได้เป็นดั่งที่เราคิด
หากเราคนที่ใช่ แต่เค้ามีคู่แล้ว
สรรจธรรมก็สอนให้รู้ว่า

"ให้บอกตัวเองว่า นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง"
รถทัวร์เดินทางเข้าตัวเมืองพวกเรานั่งต่อรถกัน สำหรับผมแล้วไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังอีกแล้ว...เธอคงไม่โทรมา อีกต่อ ไปหรือถ้าเธอโทรมาผมก็คงไม่รับสายเธออีกแล้ว ไม่ใช่ว่าใจร้ายหรือ ใจดำอะไรหรอก แต่เพียงเพราะ
ผมให้โอกาสเธอแล้ว และคำตอบของเธอที่ตอบผมคือ ความว่างเปล่า
เวลาที่มีใครต้องคำถามให้กับเรา และคำถามนี้ตอบได้เพียงครั้งเดียวและจะไม่เปลี่ยนใจได้อีกนั่นคือเครื่องมือ วัดใจว่าเราคิดอะไร การที่เธอไม่ตอบผม ก็เป้นคำตอบที่ผมตอบคำถามกับตัวเองได้เหมือนกันว่าผมควรต้องทำยังไง? กับชีวิตต่อจากนี้
เพราะ...................

คำตอบสุดท้าย อยู่ที่หัวใจ


































